|
|
 |
เส้นทางสู่ความสำเร็จ |
|
|
| ชื่อ - สกุล |
ฐิตารีย์ จิตพึงธรรม |
| ตำแหน่ง |
ผู้จัดการศูนย์การขาย สาขาอโศก |
|
บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด |
|
ทายาทตัวแทนคนเก่ง สายเลือดไทยประกัน
อยากให้มีความอดทน ให้โอกาสกับงานและตัวเอง อย่าเบื่อกับคำปฏิเสธ
อย่าท้อกับคำพูด พยายามพิสูจน์ความตั้งใจผ่านความสำเร็จในอาชีพนี้ให้ได้
ธุรกิจนี้เคยสร้างความมั่นคงให้กับหลายๆคนมาแล้ว เราก็ต้องทำได้ สร้างความภูมิใจในอาชีพ
และภูมิใจในตัวเอง ความสำเร็จก็ไม่ไกลเกินเอื้อม
ตามธรรมเนียมไทยแต่โบราณ ลูกญาติ ต้องสืบทอดกิจการหรือธุรกิจของครอบครัว
ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอะไรก็ตาม แต่ส่วนมากจะเป็นประเภทค้าขาย ใครจะรู้บ้างว่าอาชีพตัวแทนประกันก็เป็นอาชีพที่สามารถเป็นมรดกได้เช่นกัน
นั่นเป็นเพราะธุรกิจประกันเป็นธุรกิจที่มีระยะเวลาที่ยาวและเกี่ยวเนื่องกับความสัมพันธ์ที่จะเกิดขึ้นสำหรับตัวแทนและลูกค้า
เพราะฉะนั้นตัวแทนคนหนึ่งที่ต้องมีลูกค้าหลายๆคน และมีสัญญาที่ยาวนาน
ตัวแทนเล่านั้นจำเป็นต้องหาคนมาทำหน้าที่นั้นต่อเพราะ ตัวแทนที่ดีไม่ว่าจะเกิดอะไรกับตัวเขา
เขาก็ต้องมีคนที่สามารถรับผิดชอบลูกค้าต่อ แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าจะทำกันง่ายๆ
เพราะธุรกิจประกันเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับการเงิน ฉะนั้นความไว้วางใจ
ความเชื่อใจ ของลูกค้าที่มีต่อตัวแทนนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ตัวแทนจะหาใครมาแทนตัวเขาก็
ต้องมีการเลือกเฟ้นเป็นอย่างดี
จากเหตุผลนี้จึงทำให้บริษัทไทยประกันชีวิต เน้นและใส่ใจกับทายาทของเหล่าตัวแทน
เพราะความใกล้ชิดของเหล่าทายาทที่มีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดกับตัวแทนได้เห็นได้สัมผัสกับอาชีพนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม
จนเกิดการซึมซับไปเอง และเชื่อว่าตัวแทนก็ได้ปลูกฝังอะไรดีให้กับทายาทเขาอย่างแน่นอน
ซึ่งนั่นก็จะเป็นการง่ายขึ้นที่จะสร้างตัวแทนที่มีคุณภาพออกมาสู่สังคม
ดังเช่นเธอผู้นี้ คุณฐิตารีย์ จิตพึงธรรม ผู้จัดการศูนย์การขาย บริษัท
ไทยประกันชีวิต จำกัด เธอเป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความใกล้ชิดและรู้จักกับธุรกิจประกันชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก
เพราะทั้งพ่อและแม่ของเธออยู่ในอาชีพนี้ทั้งคู่ เธอบอกว่าธุรกิจนี้ให้อะไรหลายๆอย่าง
ทั้งความเป้นอยู่ที่ดี ความสะดวกสบาย และการศึกษาจนเธอสามารถจบระดับปริญญาโท
สาขาการเงินระหว่างประเทศ University of Canberra ประเทศออสเตรเลีย
คุณพ่อ และคุณแม่ทำธุรกิจนี้มากว่า 20 ปี เป็นตัวแทนประกันชีวิตของบริษัทไทยประกันชีวิต
ตอนเรายังเด็กเคยไม่ชอบอาชีพนี้มาก เพราะคิดว่าอาชีพนี้แย่งความอบอุ่นของครอบครัวเราไป
พ่อแม่ไม่เคยอยู่บ้าน ต้องออกไปพบผู้มุ่งหวังบ้าง ลูกค้าบ้าง ไม่มีเวลาให้เราเลย
พอโตขึ้นแม่ก็มักจะพาเราติดรถไปด้วยเสมอ ไม่ว่าจะออกไปเยี่ยมลูกค้าที่โรงพยาบาล
ไปมอบเงินสินไหม ไปมอบเงินครบสัญญา เราได้รู้จักกับอาชีพนี้มากขึ้น ได้รู้ว่าอาชีพนี้มีส่วนช่วยเหลือคนไม่ว่าจะเป็นคนเจ็บ
คนตาย หรือแม้แต่คนอายุยืนด้วย เป็นอาชีพที่คนยกย่อง เมื่อเรียนจบเลยสนใจเข้ามาศึกษาดู
และเรายังเรียนมาทางด้านนี้ค่อนข้างตรง เพราะจบปริญญาตรีด้านประกัน จริงๆแล้วระหว่างที่เรียนปริญญาตรีอยู่ก็จะช่วยงานแม่ตลอดไม่ว่าจะออกไปหาลูกค้า
หรือไปเก็บเบี้ยประกัน ผลพลอยได้จากการช่วยแม่ตอนเรียนก็คือ เราได้รู้อะไรมากกว่าในหนังสือที่เรียน
ได้ทำจริง และรู้จริง ทำให้เราเข้าใจบทเรียนได้ง่ายขึ้น
แต่สิ่งที่ทำให้เธอเปลี่ยนความตั้งใจมาสนใจทำอาชีพนี้ เธอบอกว่านั้นเป็นเพราะเธออยากแบ่งเบาคุณพ่อคุณแม่
แต่แล้วความอยากช่วยก็ได้ถูกประสบการณ์ที่ได้เข้าไปสัมผัสจริงกลบความคิดเดิมๆของเธอ
จนเธอหันมาอาชีพตัวแทนด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่น
ที่ตัดสินใจทำตอนแรกก็คือ ต้องการช่วยงานแม่ ต่อมาก็เริ่มชอบเพราะมันตรงกับบทเรียน
ทำให้เข้าใจบทเรียนได้มากขึ้น และง่ายขึ้น หลังจากนั้นได้มาฟังแนวคิดของแม่ที่ว่า
เรามีทั้งคนที่รักเรา และเรารักเขา มีทั้งคนที่สนับสนุนเรา และเราสนับสนุนเขา
เอาคนเหล่านี้มารวมกัน ถ้าเปรียบเป็นแผ่นดินก็เป็นแผ่นดินผืนใหญ่ ถ้าเราไม่ทำสวนปลูกต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่ของเราเอง
คนอื่นก็ต้องมาปลูก และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์แทนเรา ต้นไม้ใหญ่ 1 ต้น
คือลูกค้า 1 ราย ถามว่าระหว่างเราปลูกเอง กับให้คนอื่นมาปลูก คิดว่าอย่างไหนดีกว่ากัน
เมื่อเรามีแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์อยู่แล้วเพียงวางแผนปลูกต้นไม้ พื้นที่ของเราควรจะมีต้นไม้ใหญ่ไว้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์สักกี่ร้อยกี่พันต้นดี
เพื่อเราจะอยู่ดีมีสุขจากการเก็บเกี่ยวผลของมันไปตลอด พอคิดแล้วก็เห็นด้วย
เลยลองเข้ามากศึกษาดู อีกทั้งการทำอาชีพนี้เราไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ยังมีผลประโยชน์ที่มากมายอีก
ไม่ต้องใช้เวลาทั้งวัน
นอกจากเธอจะได้รับอะไรหลายอย่างจากธุรกิจนี้ตั้งแต่เธอยังไม่ได้เข้ามาสัมผัสโดยตรง
แต่พอเธอเข้ามาสัมผัสกับมันแล้ว เธอก็ยิ่งได้รู้มากขึ้นอีกว่าธุรกิจนี้ให้อะไรที่มันมากกว่านั้นอีกมากมาย
ธุรกิจนี้ให้ทุกอย่างกับโอ๋ เพราะพ่อ แม่ทำอาชีพนี้มานาน และได้เงินมาเลี้ยงดูโอ๋และน้องจากอาชีพนี้ครอบครัวเรามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
มีบ้านหลังใหญ่ มีรถขับ โอ๋และน้องๆมีการศึกษาที่ดี เรียนในสิ่งที่เราอย่างเรียน
ทำในสิ่งที่เราอยากทำ มีความสุข แต่ถ้าให้มองในด้านของการทำงานเราได้รู้จักคนมากขึ้น
ได้เข้าไปศึกษาและรู้ปัญหาคนมากขึ้น ได้มีส่วนช่วยสังคม เช่นแม่หม้าย
ลูกกำพร้า และได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม รู้จักการวางแผนการทำงาน
ได้การแก้ปัญหาต่างๆได้รับการยกย่อง และชื่นชมจากสังคม
การทำงานก็ต้องมีแบบแผน มีกลยุทธ์ ซึ่งเธอเป็นตัวแทนที่เป็นรุ่นใหม่
เธอบอกว่าการเสนอขายแบบเดิมมักไม่ได้ผลแล้ว เพราะการเปลี่ยนแปลงมันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
เธอจึงศึกษาทางด้านนี้โดยตรง เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเองและลูกค้า
ก่อนอื่นเราต้องรู้ว่าเราทำอะไรอยู่ เราต้องการอะไร ต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน
หาแนวทางที่จะทำให้เป้าหมายนั้นเป็นจริง ดูว่าแนวทางไหนเป็นไปได้มากที่สุด
ลงมือทำ และประเมินผล |
|
เพื่อหาวิธีการแก้ไข ทำซ้ำจนกว่าจะเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งก็คือแนวปฏิบัติทั่วไปของการทำงานนั่นเอง
อย่าลืมว่าเป้าหมายที่ชัดเจนจะนำทางเราให้ประสบความสำเร็จเร็วขึ้น และทำงานเป็นระบบทีม
มีการประชุมหารือ แก้ไขปัญหาซึ่งกันและกัน วางแผนการทำงานร่วมกัน เพื่อจะได้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
มีการรับเป้าหมาย ซึ่งจะกระจายช่วยกันโดยแบ่งตามความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของแต่ละบุคคลในทีม
จัดมีโครงการ M-weekly ในฝ่ายเป็นกิจกรรมในการจูงใจ และกระตุ้นการทำงานทุกสัปดาห์
โดยมีการแข่งขันเป็นกลุ่ม และบุคคล เพื่อหาผู้ผลิตผลงานจำนวนรายมากที่สุดเป็นผู้ชนะของแต่ละสัปดาห์
ให้ทำตามแนวทางการทำงานที่ว่า One week One Application
และตามนโยบายของบริษัทที่ว่า หนึ่งบ้าน หนึ่งกรมธรรม์ หนึ่งตำบล
หนึ่งตัวแทน
ถึงแม้เธอจะเข้ามาในอาชีพนี้ด้วยอายุที่ยังน้อย แต่เธอก็ได้แสดงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเธอออกมาในทุกๆคนและให้การยอมรับ
จนได้รับรางวัลต่างๆมากมาย รางวัลเหล่านั้นเป็นเครื่องที่การันตีได้เลยว่า
เธอคือตัวแทนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ
|
โอ๋จะรู้สึกภูมิใจในทุกรางวัลที่ได้รับ เพราะมันเป็นเหมือนสิ่งที่แสดงถึงความพยายาม
และความสำเร็จในการทำงานของเรา ยังเป็นสิ่งกระตุ้นให้เราเชื่อมั่นยิ่งขึ้นอีกว่าเราต้องทำให้ได้ดีกว่านี้
เมื่อเราได้รับแล้ว ครั้งหน้าเราจะต้องทำให้ได้อีก รางวัลที่สูงสุด
คือ รางวัลเกียรติยศสุดยอดนักขาย วานิช ไชยวรรณ ที่จะได้รับในวันเกียรติยศแห่งปี
เธอมีคติประจำใจในการทำงานของเธอว่า YOU ARE WHAT YOU
THINK. นั้นคือหลักที่เธอใช้เป็นหลักยึดให้ทำงานอย่างเต็มที่
แต่ถึงเธอจะได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้มา เธอก็บอกว่า เธอยังไม่ถือว่าเธอประสบความสำเร็จ
รางวัลทุกชิ้นเป็นแค่จุดเริ่มต้นของเธอ และเป้าหมายในอนาคตที่เธอตั้งไว้
คือ การพัฒนาทักษะในการขาย และการสร้างทีมให้มากขึ้น เธอบอกว่าเธอต้องเรียนรู้อีกมาก
ปัญหาที่สำคัญของเธอ คือการสร้างทีมคงต้องหาคนที่มีคุณสมบัติมีความอดทนและให้โอกาสกับงานนี้
ให้โอกาสกับตัวเธอเอง
เพราะฉะนั้นถ้าจะเรียกธุรกิจนี้ว่าเป็นมรดกที่ทายาทตัวแทนประกันชีวิตได้รับไปสืบทอดกิจการต่อ
เป็นธุรกิจของครอบครัวก็คงจะไม่ผิด และเธอผู้นี้ก็เหมาะสมกับคำว่า
ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ได้อย่างดี คุณฐิตารีย์ได้ให้กำลังใจกับผู้ที่อยากเข้ามาสัมผัสกับธุรกิจนี้ไว้ว่า
|
อยากให้มีความอดทน ให้โอกาสกับงานและตัวเอง อย่าเบื่อกับคำปฏิเสธ
อย่าท้อกับคำพูด พยายามพิสูจน์ความตั้งใจผ่านความสำเร็จในอาชีพนี้ให้ได้
ธุรกิจนี้เคยสร้างความมั่นคงให้กับหลายๆคนมาแล้ว เราก็ต้องทำได้ สร้างความภูมิใจในอาชีพ
และภูมิใจในตัวเอง ความสำเร็จก็ไม่ไกลเกินเอื้อม
|
ขอขอบคุณ หนังสือพิมพ์ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ที่เอื้อเฟื้อข้อมูล
|