goto homepage.
ค้นหาในไทยประกันชีวิต ค้นหาทั่วโลก แนะนำหน้านี้ให้เพื่อนแสดงผลก่อนพิมพ์ 
เมนูหลัก

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
  ไม่มีข้อมูล
 
ติดต่อตัวแทนบริการ
ภาค
สาขา
ชื่อ
 
 
เลือกแบบประกันที่เหมาะกับคุณ
คำนวณเบี้ยประกันและความคุ้มค่า
ตัวแทนไทยประกันชีวิต
หน้าหลัก / กิ๊กกาไลฟ์ คอมมูนิตี้ / ห่วงใยอุ่นไอรัก

โลกใบเล็ก...ของตั้ม

เรื่อง: น.พ.จอม ชุมช่วย จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

พ่อแมสมัยนี้มักใฝ่ฝันอยากให้ลูกของตนเป็นเด็กมั่นใจในตนเอง กล้าแสดงออก หลายครอบครัวจึงสนับสนุนให้เด็กเรียนกิจกรรมพิเศษต่างๆ เช่น ดนตรี กีฬา การละคร การเต้น โดยพ่อแม่จะคอยชื่นชมกับความสำเร็จแต่ละขั้นของลูก พ่อแม่คิดว่าวิธีดังกล่าวน่าจะเป็นตัวจักรสำคัญที่จะผลักดันให้ลูกกล้าแสดงออก มั่นใจในตนเอง และปรับตัวง่าย วิธีดังกล่าวอาจมีประโยชน์ แต่บางรายไม่เป็นเช่นนั้น ลองมาดูเรื่องของตั้มเป็นตัวอย่าง

ตั้ม เป็นเด็กชายอายุ ๔ ปี มีปัญหาปรับตัวยากกับสถานการณ์ใหม่ๆ มาตั้งแต่เล็ก เมื่อเจอคนแปลกหน้าหรือสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ตั้มจะติดแจอยู่กับพ่อแม่ เรียกร้องให้พ่อแม่อุ้มเสมอ เมื่ออายุประมาณ ๑ ปี มักร้องไห้และกอดพ่อแม่แน่น คุณลุง คุณป้า คุณน้า คุณอา มาเยี่ยมที่บ้าน ก็ไม่เคยได้อุ้ม เพราะตั้มจะหลบอยู่หลังพ่อแม่ หรือให้พ่อแม่อุ้ม ปัญหาอีกอย่างที่เป็นมาแต่เล็กคือ ตั้มเป็นเด็กกินยาก และน้ำหนักน้อย ทุกครั้งที่ไปพบกุมารแพทย์ เพื่อฉีดวัคซีนตามกำหนดหรือเมื่อไม่สบาย พ่อแม่มักพกพาความกังวลกลับบ้านเสมอ เพราะถูกทักตั้งแต่พยาบาลหน้าเคาน์เตอร์..เรื่อยไปจนถึงกุมารแพทย์ว่า เด็กตัวเล็ก น้ำหนักน้อย ต้องให้กินนมและอาหาร
เสริมเยอะๆ โดยไม่ได้ให้ข้อมูลรายละเอียดว่าควรทำอย่างไร แม่จึงใช้วิธีการธรรมดาๆ เช่น คอยชม เปลี่ยนอาหารให้หลากหลาย หรือปล่อยให้ดูทีวีแล้วคอยป้อนทีเผลอ หรือหลอกล่อให้หัวเราะเพื่อจะได้รีบยัดช้อนอาหารเข้าไปในปากตั้ม ในระยะหลังก็ต้องคอยเดินป้อนเวลาตั้มไปเล่นกลางสนามทั้งในบ้านและนอกบ้าน ซึ่งมักจะใช้เวลาประมาณ ๒ชั่วโมงกว่าจะหมดจานหรือบางทีก็ไม่หมด แต่ตั้มก็ยังตัวเล็ก น้ำหนักก็น้อย นอกจากนี้ยังป่วยบ่อยอีกด้วยโรคฮิตก็คือโรคหวัดนั่นเอง เป็นได้ทั้งปีทั้งชาติ เดือนละไม่น้อยกว่า ๑-๒ ครั้ง มีน้ำมูกตลอด ตั้มเคยนอนโรงพยาบาลถึง ๕ ครั้ง ๒ใน ๕ ครั้ง เป็นโรคปอดบวม การเจ็บป่วยของตั้ม ทำให้พ่อแม่กังวลมาก จึงคอยระวังระไวไม่ให้ตั้มอยู่นอกสายตา เพราะกลัวจะเจอสิ่งสกปรก เชื้อโรค เจอละอองฝน กุมารแพทย์เคยแนะนำให้พาตั้มไปออกกำลังกายบ่อยๆ ร่างกายจะได้แข็งแรง แต่เมื่อพ่อ-แม่พาตั้มลงสระว่ายน้ำก็น้ำมูกไหล ไม่สบาย จะให้ลงสนามเตะฟุตบอลวิ่งเล่น ก็ไม่ใช่สิ่งที่ตั้มชอบมากนัก

โดยทั่วไปแล้ว ตั้มมีพัฒนาการปกติตามวัย เริ่มไปโรงเรียนตั้งแต่อายุ ๓ ปี พ่อแม่พาไปโรงเรียนอนุบาลที่อยู่ละแวกใกล้บ้าน ตลอด ๑ ปีกว่าที่ไปโรงเรียน ทุกเช้าตั้มจะอิดออด ยิ่งตอนเปิดเทอมใหม่ๆ ตั้มร้องไห้งอแงเป็นเดือน พอพ่อแม่กลับบ้านไม่เกินครึ่งชั่วโมง ตั้มจะหยุดร้อง แต่ไม่พูด ไม่เล่นกับเพื่อน แต่มักเป็นฝ่ายดูเพื่อนเล่นมากกว่า มักทำอะไรเชื่องช้า ครูต้องคอยกระตุ้นให้ทำโน่นทำนี่เสมอ แต่ถ้ามีการกระตุ้นมากเกินไปหรือเร็วเกินไป ตั้มก็จะอยู่เฉยๆ ไม่ยอมทำอะไรเลย แต่หากครูทำเป็นไม่สนใจ ตั้มมักจะเล่นหรือทำสิ่งต่างๆ ได้มาก ส่วนพ่อแม่เองก็พยายามส่งเสริมกิจกรรม ทั้งทางดนตรี และการเคลื่อนไหว โดยให้ตั้มไปร่วมกิจกรรมตามศูนย์เอกชนต่างๆ เพื่อเสริมความมั่นใจ แต่ก็ยังไม่เห็นการพัฒนาที่ชัดเจน และตั้มก็มักไม่ชอบไปด้วย

ปัจจุบัน ตั้มขึ้นอนุบาล ๒ เปิดเทอมมาแล้วเกือบเดือน ก็ยังร้องไห้ทุกเช้าเหมือนเดิม และในห้องเรียนก็ไม่พูดกับใคร ไม่ชวนเพื่อนเล่น

จากการพบตั้มครั้งแรก ตั้มไม่ยอมคุยกับผม แอบอยู่ข้างของแม่ตลอดเวลา ไม่เล่นของเล่นในห้องหมอ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ตั้มปรับตัวยากและขาดความมั่นใจในตนเอง เมื่อได้พูดคุยกับพ่อแม่ ก็พบว่าความสำพันธ์ของพ่อ-แม่ราบรื่นดี แต่ค่อนข้างเงียบ เล่นกับลูกไม่เป็น และมีเวลาให้ลูกน้อย พ่อเป็นนักธุรกิจที่มีกิจการของตนเอง ส่วนแม่เป็นแม่บ้านที่ขี้กังวล มักจะคอยถามผมอยู่ตลอดว่า ลูกเป็นโรคอะไรหรือเปล่า จะหายไหม

ผมได้สรุปกับพ่อแม่ของตั้มว่า สาเหตุของการปรับตัวยากและการขาดความมั่นใจนั้นมาจากหลายปัจจัย แต่ปัจจัยหลักคือ ตัวตั้มเอง ซึ่งมีพื้นอารมณ์ที่มีลักษณะปรับตัวยาก จึงมีผลต่อลักษณะนิสัยของเด็ก ปัจจัยต่อมาคือ การเลี้ยงดูของพ่อแม่ซึ่งมีลักษณะค่อนข้างทะนุถนอมมากเกินไป ไม่ปล่อยให้เด็กทำอะไรด้วยตนเอง นอกจากนี้ลักษณะขี้กังวลของแม่ก็อาจถ่ายทอดให้เด็กกังวลได้เช่นกัน

ผมได้แนะนำให้พ่อแม่คลายความกังวลจากการกินยาก น้ำหนักตัวน้อยของตั้ม ไม่ควรตามป้อนหรือบังคับ ซึ่งทำให้เด็กไม่รู้จักช่วยเหลือตนเอง ควรนั่งทานเป็นเวลากับลูกเป็นเรื่องราว ไม่ควรนั่งหน้าจอทีวี และใช้เวลาไม่เกิน ๔๕ นาที ช่วงแรกเขาอาจทานได้นิดเดียว แต่เขาจะรับรู้ว่าจากนี้จนถึงอาหารมื้อต่อไป จะไม่มีอาหารอื่น หรือขนมแถมระหว่างมื้อเด็กจะเรียนรู้ความหิว และในที่สุดจะปรับตัวทานได้เองตามความต้องการของร่างกาย
ประการต่อมา เน้นเรื่องการมีเวลากับลูก คือมีเวลาเล่นกับลูกมากกว่าจะเสียเวลาอยู่กับเรื่องกินอยู่หลับนอน เพราะการเล่นทำให้ลูกสนุกและรู้จักมีจินตนาการของตนเอง พ่อแม่ก็สามารถชื่นชมลูกกับความสามารถในการเล่นต่างๆ ของลูกได้ นอกจากนี้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกก็จะแน่นแฟ้นขึ้น ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญของความเชื่อมั่นในตนเองนั่นเอง สำหรับเรื่องกิจกรรมเสริมพิเศษ ไม่ควรบังคับหรือเคี่ยว แต่ควรพิจารณาถึงความชอบของเด็ก กรณีของตั้ม พ่อแม่สังเกตว่าเขาชอบเสียงดนตรี และชอบเคลื่อนไหวตัวตามจังหวะ เมื่อมีเสียงเพลง จึงตกลงกันว่าน่าจะหากิจกรรมเกี่ยวกับดนตรี ซึ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ และยังไม่เน้นเรื่องการเล่นเครื่องดนตรี ให้เน้นเรื่องการเคลื่อนไหวและร้องรำทำเพลงก่อน สิ่งสุดท้ายคือการให้ตั้มได้ช่วยเหลือตนเองในทุกๆ อย่าง เพราะหากเด็กช่วยตนเองในเรื่องพื้นฐานได้ เขาจะมีความมั่นใจมากขึ้น อย่างไรก็ดี ทุกทักษะหรือทุกกิจกรรมที่เป็นการส่งเสริม ควรค่อยเป็นค่อยไป คอยให้กำลังใจ
ไม่ดุหรือเร่งเพื่อมุ่งเน้นผลสำเร็จมากจนเกินไป ผมพบตั้มและครอบครัวอีกเดือนละครั้ง พ่อแม่ปรับตัวได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ตั้มก็ปรับตัวกับโรงเรียนได้ดีขึ้น ร้องไห้ตอนเช้าเพียง ๒ เดือนแรก เมื่อเข้าเดือนที่ ๓ ตั้มเริ่มพูดกับผม แม้จะมีทีท่าเขินอายอยู่บ้าง แต่สามารถเล่าให้ฟังว่าตั้มชอบไปโรงเรียน ที่โรงเรียนตั้มมีเพื่อนเยอะแยะและครูก็ใจดีด้วย.
   
  ดูบทความอื่นๆ


^กลับสู่ด้านบน

แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน | แนะนำหน้านี้ให้เพื่อน
แสดงผลก่อนพิมพ์ | แสดงผลก่อนพิมพ์

  หน้าหลัก | ติดต่อเรา | สนใจทำประกันชีวิต | แผนผังเว็บไซต์ | แนะนำ/ติชม | นโยบายสิทธิส่วนบุคคล

ลิขสิทธิ์โดย บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด
๑๒๓ ถนนรัชดาภิเษก ดินแดง กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐ โทร. ๐ ๒๒๔๗ ๐๒๔๗
ออกแบบและจัดทำโปรแกรมโดย บริษัท มัลติมีเดีย เอเชีย จำกัด