ไทยประกันชีวิต

นโยบายส่วนบุคคล

ในนามของเว็บไซต์ www.thailife.com บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ขอขอบพระคุณท่านผู้ใช้บริการทุกท่าน ที่เข้ามาเยี่ยมชมและใช้บริการทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านเว็บไซต์ของบริษัท เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่น และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้บริการเว็บไซต์ของบริษัท บริษัทขอเรียนว่าเรามีนโยบายในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ ทุกท่านโดยสังเขป ดังนี้


  • นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับลูกค้าและบุคคลทั่วไป

    นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับลูกค้าและบุคคลทั่วไป


    บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นอย่างมาก บริษัทจึงได้จัดทำนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (“นโยบาย”) นี้ขึ้นเพื่อชี้แจงรายละเอียดและวิธีการจัดการและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทได้รับมาจากท่าน รวมถึงวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผย และ/หรือ ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ตลอดจนระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวและสิทธิของท่านในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

     

    บริษัทยึดมั่นในค่านิยมที่ว่า ความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่ท่านมีให้แก่บริษัทเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งสำหรับบริษัท ดังนั้น บริษัทจึงมุ่งมั่นที่จะจัดการให้มีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านอย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมทั้งคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด

     

    1. นิยาม

    “บริษัท” หมายถึง บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)



    "ลูกค้า" หมายถึง บุคคลที่พนักงานหรือลูกจ้างของบริษัท ตัวแทนประกันชีวิต นายหน้าประกันชีวิต หรือธนาคารเชิญชวน ชักชวน หรือชี้ช่องให้ทำประกันภัยกับบริษัท และให้รวมถึงผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ หรือผู้มีสิทธิเรียกร้องตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือ บุคคลที่สนใจหรือประสงค์จะทำประกันชีวิตกับบริษัท แลัวแต่กรณี



    “บุคคลทั่วไป” หมายถึง บุคคลอื่นนอกเหนือจากลูกค้า ตัวแทนประกันชีวิต นายหน้าประกันชีวิต หรือคู่ค้า ของบริษัท



    “บุคลากรและคู่ค้าของ
    คู่บริษัท”
    หมายถึง บุคลากร เจ้าหน้าที่บริการลูกค้า พนักงานขาย ตัวแทน นายหน้า คนกลางประกันภัย ผู้รับจ้าง คู่ค้า ผู้ให้บริการ ผู้รับมอบอำนาจ ผู้กระทำการแทน หรือ บุคคลอื่นหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับบริษัท



    “กฎหมายว่าด้วยการ
    คุ้มครองข้อมูลส่วน บุคคล”
    หมายถึง พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง และให้หมายความรวมถึงกฎหมายฉบับแก้ไขเพิ่มเติมใดๆ ในอนาคต



    “ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล



    "การประมวลผลข้อมูล
    ส่วนบุคคล”
    หมายถึง การดำเนินการใดๆ กับข้อมูลส่วนบุคคลไม่ว่าด้วยวิธีการอัตโนมัติหรือไม่ก็ตาม เช่น การเก็บรวบรวม การบันทึก การจัดระบบ การจัดเก็บ การปรับเปลี่ยนหรือการ ดัดแปลง การเรียกคืน การปรึกษา การใช้ การเปิดเผย (โดยการส่ง โอน การเผยแพร่ หรือการทำให้สามารถเข้าถึงหรือพร้อมใช้งานโดยวิธีใดๆ) การจัดเรียง การนำมารวมกัน การห้ามเข้าถึงหรือจำกัด การลบหรือการทำลาย เป็นต้น


    2. ข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกเก็บรวบรวม

    2.1 ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทเก็บรวบรวมหรือจะเก็บรวบรวมภายใต้นโยบายนี้ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ท่านให้ไว้กับบริษัทโดยตรง หรือข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทเก็บรวบรวมจากท่านโดยอัตโนมัติ หรือข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทได้รับมาจากบุคคลภายนอกอาจประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคลดังต่อไปนี้

    (1) ข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อนามสกุลปัจจุบัน ชื่อนามสกุลเดิม วัน/เดือน/ปีเกิด อายุ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง กรุ๊ปเลือด โรคประจำตัว ความพิการ รูปถ่าย หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน หมายเลขหนังสือเดินทาง (Passport) ลายมือชื่อ สัญชาติ ศาสนา สถานภาพสมรส และข้อมูลบุคคลในครอบครัว

    (2) ข้อมูลการติดต่อ เช่น ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ที่อยู่เพื่อจัดส่งไปรษณีย์ หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล ข้อมูลการติดต่อทาง โซเชียลมีเดีย และรายละเอียดบุคคลที่ติดต่อได้ในกรณีฉุกเฉิน

    (3) ข้อมูลเกี่ยวกับการเงิน เช่น รายได้ แหล่งที่มาของรายได้ หมายเลขบัญชีธนาคาร รายงานการเคลื่อนไหวทางบัญชี หมายเลขบัตรเครดิต/เดบิต ข้อมูลการใช้บัตรเครดิต/เดบิต ประวัติเกี่ยวกับบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล รายละเอียดเกี่ยวกับสินเชื่อ ข้อมูลเกี่ยวกับภาษีอากรต่างๆ และรายละเอียดหรือข้อมูลเกี่ยวกับการชำระเงินอื่นๆ

    (4) ข้อมูลด้านสุขภาพและข้อมูลทางการแพทย์ เช่น ประวัติการรักษาพยาบาล ประวัติการขอคำปรึกษา บันทึกการตรวจทางการแพทย์ บันทึกการสืบสวนทางการแพทย์ บันทึกของพยาบาล ประวัติการสั่งจ่ายยา บันทึกการรักษา รายละเอียดการบริการทางการแพทย์ที่ได้รับ รายงานทางการแพทย์ และรายละเอียดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ รวมไปถึงคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ และข้อมูลหรือสิ่งใดๆ ที่แสดงออกมาในรูปเอกสาร แฟ้ม รายงาน หนังสือ แผนผัง แผนที่ ภาพวาด ภาพถ่าย ฟิล์ม การบันทึกภาพหรือเสียง การบันทึกโดยเครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือสิ่งอื่นใดที่ทำให้สิ่งที่บันทึกไว้แสดงถึงเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพของบุคคลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ ตลอดจนข้อมูลอื่นๆ ตามที่หน่วยงานที่มีอำนาจเกี่ยวกับการคุ้มครองและจัดการข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลประกาศกำหนด

    (5) ข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทาง เช่น วันที่เดินทาง สถานที่เดินทางไปหรือกลับ หรือพิกัดการเดินทาง และ/หรือรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับการเดินทาง

    (6) ข้อมูลด้านเทคนิค เช่น ข้อมูลการเข้าใช้งานเว็บไซต์และระบบต่างๆ ของบริษัท ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ (Log) ข้อมูลการติดต่อและสื่อสารระหว่างท่านและผู้ใช้งานรายอื่น ข้อมูลจากการบันทึกการใช้งาน เช่น ตัวระบุอุปกรณ์ หมายเลข IP ของคอมพิวเตอร์ รหัสประจำตัวอุปกรณ์ ประเภทอุปกรณ์ ข้อมูลเครือข่ายมือถือ ข้อมูลการเชื่อมต่อ ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ประเภทของเบราว์เซอร์ (Browser) ข้อมูลบันทึกการเข้าออกระบบ ข้อมูลแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ที่ผู้ใช้งานเข้าถึงก่อนและหลัง (Referring Website) ข้อมูลบันทึกประวัติการใช้ระบบ ข้อมูลบันทึกการเข้าสู่ระบบ (Login Log) ข้อมูลรายการการทำธุรกรรม (Transaction Log) พฤติกรรมการใช้งาน (Customer Behavior) สถิติการเข้าระบบ เวลาที่เยี่ยมชมระบบ (Access Time) ข้อมูลที่ท่านค้นหา การใช้ฟังก์ชันต่างๆ ในระบบ และข้อมูลที่บริษัทได้เก็บรวบรวมผ่านคุกกี้ (Cookies) หรือเทคโนโลยีอื่นที่คล้ายกัน

    (7) ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการถูกดำเนินคดีความ เช่น ประวัติอาชญากรรม บันทึกเกี่ยวกับการดำเนินคดีไม่ว่าทางแพ่ง ทางอาญา ทางปกครอง หรือการดำเนินคดีอื่นๆ รวมไปถึงรายงานของตำรวจ และคำสั่งศาลที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลที่หน่วยงานกำกับรวบรวมหรือจัดทำขึ้น

    (8) ข้อมูลรายละเอียดผลิตภัณฑ์และ/หรือบริการต่างๆ ที่ท่านเคยซื้อหรือรับบริการจากบริษัท หรือผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยอื่นๆ เช่น หมายเลขกรมธรรม์ จำนวนเงินเอาประกัน การเปลี่ยนแปลงหรือการทำธุรกรรมเกี่ยวกับกรมธรรม์ วิธีการจ่ายเบี้ยประกัน ประวัติการชำระเบี้ยประกัน หรือประวัติเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน ผู้รับประโยชน์ การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน รวมถึงการใช้สิทธิต่างๆ ภายใต้กรมธรรม์ หรือผลิตภัณฑ์ หรือบริการอื่นๆ ของบริษัท หรือผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยอื่นๆ

    (9) ข้อมูลเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายที่มีผลใช้บังคับกับบริษัท ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะพระราชบัญญัติประกันชีวิต พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง กฎหมาย Foreign Account Tax Compliance Act (FATCA) ซึ่งการดำเนินการตามกฎหมาย เช่น การจัดทำและรายงานหรือข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงการจัดเก็บและการนำส่งให้หน่วยงานกำกับหรือเจ้าพนักงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย การตรวจสอบและติดตามการทำธุรกรรมของบุคคล หรือการดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บริษัทปฏิบัติได้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด

    (10) ข้อมูลการทำธุรกรรมหรือขอใช้บริการระหว่างท่านและบริษัท อันเนื่องมาจากการทำข้อตกลงหรือสัญญา หรือการยอมรับเงื่อนไขการใช้บริการระหว่างท่านกับบริษัท

    (11) ข้อมูลอื่นๆ เช่น บันทึกภาพและเสียงผ่านกล้องวงจรปิด (CCTV) หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ บันทึกเสียงการสนทนา ข้อมูลแสดงแนวโน้มการซื้อสินค้าหรือบริการ เป็นต้น

    2.2 ในการทำธุรกรรมระหว่างท่านกับบริษัทบางประเภท เช่น การทำประกันชีวิตกับบริษัท บริษัทมีความจำเป็นต้องเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Personal Data) ของท่าน เช่น ข้อมูลด้านสุขภาพซึ่งอาจรวมถึงพฤติกรรมการสูบบุหรี่ พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ ความพิการ โรคประจำตัว ข้อมูลชีวภาพ เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวดังกล่าวจำเป็นต่อการพิจารณารับประกันภัยตลอดจนการให้บริการและการจ่ายค่าสินไหมทดแทน หรือปฏิบัติตามเงื่อนไขกรมธรรม์ หากท่านไม่ยินยอมให้บริษัทประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวดังกล่าว บริษัทจะไม่สามารถพิจารณารับประกันหรือดำเนินการใดๆ ให้แก่ท่านได้ และในกรณีที่ท่านใช้สิทธิเพิกถอนความยินยอม หรือคัดค้านการเก็บใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลหรือขอให้ลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวดังกล่าว บริษัทจะไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขกรมธรรม์ หรือให้บริการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรมธรรม์แก่ท่านได้ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งอาจส่งผลให้ท่านต้องเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิต


    2.3 ในกรณีที่บริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 มีผลใช้บังคับ (ก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 2565) บริษัทจะเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อไปตามวัตถุประสงค์เดิมที่บริษัทได้แจ้งไว้แก่ท่านหรือตามที่ตกลงกันในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลนั้น


    3. วิธีที่บริษัทเก็บรวบรวมและรับข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน

    3.1 บริษัทอาจจะเก็บรวบรวมและรับข้อมูลส่วนบุคคลของท่านผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้

    (1)
    ข้อมูลส่วนบุคคลที่ท่านให้ไว้กับบริษัทโดยตรง: ท่านอาจให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บริษัทโดยตรง เช่น


    • เมื่อท่านแสดงเจตนาขอเอาประกันภัยหรือใช้สิทธิตามกรมธรรม์ประกันภัยส่วนบุคคล ประกันภัยกลุ่ม รวมทั้งผลิตภัณฑ์ประกันภัยและบริการเกี่ยวกับเงินบำนาญของบริษัท หรือผลิตภัณฑ์ประกันภัยและบริการอื่นๆ ของบริษัท
    • เมื่อท่านเข้าทำสัญญาหรือข้อตกลงใดๆ กับบริษัท หรือขอใช้บริการผ่านช่องทางต่างๆ ของบริษัท
    • เมื่อท่านส่งเอกสารและใบคำขอเอาประกันภัย หรือเมื่อท่านให้ข้อมูลขณะที่พิจารณาคำขอเอาประกันภัยหรือสิทธิตามกรมธรรม์ประกันภัยหรือบริการต่างๆ ของบริษัท
    • เมื่อท่านติดต่อสื่อสารกับบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารในรูปแบบลายลักษณ์อักษรหรือวาจา โดยไม่คำนึงว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ติดต่อฝ่ายนั้นก่อน
    • เมื่อท่านส่งคำร้องขอให้มีการเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ท่านซื้อหรือบริการที่ท่านใช้กับบริษัท หรือคำร้องขออื่นใดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ท่านซื้อหรือบริการที่ท่านใช้กับบริษัท รวมถึงการส่งแบบฟอร์มและเอกสารเกี่ยวกับการขอรับบริการที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ประกันภัยของบริษัท
    • เมื่อท่านติดต่อกับบริษัท บุคลากรและคู่ค้าของบริษัทผ่านทางเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน สื่อสังคมออนไลน์ โทรศัพท์ อีเมล การพบปะกันโดยตรง การสัมภาษณ์ ข้อความสั้น (SMS) โทรสาร ไปรษณีย์ หรือโดยวิธีการอื่นใด
    • เมื่อท่านส่งข้อมูลส่วนบุคคลให้บริษัทเพื่อเข้าร่วมในกิจกรรมทางการตลาด การประกวด การจับสลากชิงโชค งานอีเว้นท์ หรือการแข่งขันต่างๆ ที่จัดขึ้นโดยหรือในนามของบริษัทและ/หรือบุคลากรและคู่ค้าของบริษัท

    (2)

    ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทเก็บรวบรวมจากท่านโดยอัตโนมัติ: บริษัทอาจเก็บรวบรวมข้อมูลทางเทคนิคบางอย่างเกี่ยวกับอุปกรณ์ กิจกรรมและรูปแบบการเข้าชม ข้อมูลประวัติการใช้งานเว็บไซต์ (browsing) ของท่านโดยอัตโนมัติ โดยใช้คุกกี้ (cookies) และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน เมื่อท่านเข้าถึงหรือใช้เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน และ/หรือบริการต่าง ๆ ทางออนไลน์ของบริษัท บนคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์อื่นใด รายละเอียดเพิ่มเติมโปรดดู นโยบายการใช้คุกกี้ https://www.thailife.com/CookiePolicy


    (3) ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทได้รับมาจากบุคคลภายนอก: ในบางกรณีบริษัทอาจได้รับข้อมูลส่วนบุคคลของท่านมาจากบุคคลภายนอก เช่น


    • กรณีที่บริษัทได้รับข้อมูลจากการตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลที่เป็นสาธารณะ แหล่งข้อมูลส่วนตัว หรือแหล่งข้อมูลเชิงพาณิชย์ เว็บไซต์ แหล่งข้อมูลสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ให้บริการข้อมูล (data providers) แหล่งข้อมูลทางการแพทย์ สถานบริการสาธารณสุข โรงพยาบาล แพทย์ บุคลากรผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขอื่น ผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยอื่น สมาคมหรือสมาพันธ์ของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ท่านซื้อหรือบริการที่ท่านใช้ ใบคำขอเอาประกันภัยสำหรับผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ท่านซื้อหรือบริการที่ท่านใช้ การรับประกันภัยความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ท่านซื้อ การร้องเรียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ประกันภัย และ/หรือบริการของบริษัทที่ซื้อหรือใช้โดยท่าน
    • เมื่อบุคลากรหรือคู่ค้าของบริษัทได้แนะนำท่านให้แก่บริษัท หรือเมื่อบริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากบุคลากรและคู่ค้าของบริษัท
    • เมื่อบุคคลที่เข้าทำธุรกรรมกับบริษัท เช่น ผู้ขอเอาประกันภัย ผู้เอาประกันภัย คู่ค้า ผู้สมัครงาน ตัวแทนประกันชีวิต นายหน้าประกันชีวิต ผู้รับช่วงสิทธิ ผู้รับมอบอำนาจ ผู้รับมอบฉันทะ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนตามกฎหมายจำเป็นต้องให้ข้อมูลของท่านแก่บริษัทเพื่อการติดต่อ หรือเข้าทำสัญญาหรือข้อตกลง หรือทำธุรกรรมใดๆ กับบริษัท
    • เมื่อบุคคลที่เข้าทำธุรกรรมกับบริษัทได้ทำธุรกรรมใดๆ เพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายกับท่าน เช่น การชำระเบี้ยประกันให้กับท่าน
    • กรณีที่บริษัทได้รับข้อมูลส่วนบุคคลของท่านจากบุคคลภายนอกเพื่อวัตถุประสงค์ในการปฏิบัติตามกฎหมายและเพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการกำกับดูแล ตลอดจนเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ที่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น บริษัทอาจได้รับข้อมูลส่วนบุคคลของท่านจากคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)


    3.2
    ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ท่านจะได้รับการแจ้งถึงรายละเอียดต่างๆ ตามที่ระบุในนโยบายฉบับนี้ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะฐานทางกฎหมายในการเก็บรวบรวมใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้วัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมาย หรือหากเป็นกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนดให้ต้องได้รับความยินยอมจากท่าน บริษัทจะขอความยินยอมโดยชัดแจ้งจากท่าน โดยจะประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเมื่อท่านได้ให้ความยินยอมแก่บริษัท

    3.3

    ท่านอาจเลือกที่จะไม่ให้บริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลบางประการที่บริษัทร้องขอ อย่างไรก็ดีการที่ท่านเลือกที่จะไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลบางประการดังกล่าว อาจเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการทำธุรกรรมระหว่างบริษัทกับท่าน หรือต่อการให้บริการของบริษัทต่อท่าน หรือต่อการตอบสนองคำร้องขออื่นๆ ของท่านได้ เช่น บริษัทอาจไม่สามารถดำเนินการเพื่อเข้าทำสัญญาประกันภัยกับท่านได้ หรือบริษัทอาจไม่สามารถให้บริการต่างๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ประกันภัย หรือ บริการของบริษัท รวมถึงการให้บริการเกี่ยวกับการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน หรือการดำเนินการตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ท่านได้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

    3.4
    ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน หากบริษัทพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อมูลใดที่ไม่มีความจำเป็นในการเก็บรวบรวมใช้ และเปิดเผยบริษัทอาจดำเนินการลบ ทำลาย หรือดำเนินการด้วยวิธีการใดๆ เช่น การใช้ปากการะบายปิดทับลงบนข้อมูลศาสนาในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อมิให้ปรากฏข้อมูลดังกล่าวในการจัดเก็บ เป็นต้น


    4. วัตถุประสงค์และฐานทางกฎหมายในการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

    4.1 บริษัทประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเพื่อวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ (รวมเรียกว่า “วัตถุประสงค์ที่กำหนด”):
    (1) เพื่อเสนอขาย ขาย จัดให้มี บริหารจัดการ ดำเนินการ ปฏิบัติตามขั้นตอนกระบวนการ และจัดการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ประกันภัย และ/หรือบริการของบริษัทให้แก่ท่าน
    (2) เพื่อปฏิบัติตามขั้นตอนกระบวนการจัดการทำให้แล้วเสร็จ ซึ่งการให้บริการ หรือผลิตภัณฑ์ประกันภัยของบริษัทรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะการประเมินข้อมูลทางการเงินของท่าน และการแนะนำผลิตภัณฑ์ประกันภัยและบริการที่เหมาะสมให้แก่ท่าน การปฏิบัติตามขั้นตอนกระบวนการเกี่ยวกับใบคำขอเอาประกันภัยสำหรับผลิตภัณฑ์ประกันภัย การจัดการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ท่านซื้อ การเก็บเบี้ยประกันภัย และ เงินค้างชำระจากท่าน การบริหารจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การสืบสวน วิเคราะห์ ประมวลผล การเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัย และการจ่ายค่าสินไหมทดแทน การจ่ายผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยของท่าน และการต่ออายุปรับปรุงแก้ไข หรือยกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยของท่าน
    (3) การใช้สิทธิใดๆ ภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยของท่าน ซึ่งรวมถึงสิทธิในการรับช่วงสิทธิ และสิทธิที่ได้รับช่วงมาด้วย
    (4) การออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันภัย และ/หรือบริการใหม่ของบริษัท หรือการเสริมเพิ่มเติมผลิตภัณฑ์ประกันภัย และ/หรือบริการในปัจจุบันของบริษัท
    (5) การดำเนินการเพื่อทำประกันภัยต่อสำหรับผลิตภัณฑ์ประกันภัย และ/หรือบริการของบริษัทให้แก่ท่าน
    (6) การติดต่อสื่อสารระหว่างบริษัทกับท่าน ซึ่งรวมถึงการสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการและข้อมูลอื่นๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ประกันภัยหรือบัญชีใดๆ ที่ท่านอาจมีกับบริษัท การให้การสนับสนุนทางเทคนิคเกี่ยวกับเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของบริษัท หรือการสื่อสารเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่จะมีขึ้นต่อนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ในอนาคต
    (7) การทำวิจัยทางการตลาด การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และการทำวิจัยเชิงสถิติหรือคณิตศาสตร์ประกันภัย การรายงานหรือ การประเมินผลทางการเงินที่จัดทำขึ้นโดยบริษัท กลุ่มบริษัท บุคลากรและคู่ค้าของบริษัท หรือหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับบริษัท
    (8) การสืบสวนหรือป้องกันการกระทำที่เกี่ยวกับการฉ้อโกง การปกปิดข้อความจริง และการกระทำผิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำผิดจริงหรือการกระทำที่สงสัยว่าจะเป็นการกระทำผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อการติดต่อสื่อสารกับบริษัทต่างๆ ในธุรกิจบริการทางการเงินและการประกันภัย ตลอดจนเพื่อการติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับบริษัท
    (9) เพื่อวัตถุประสงค์ในการปรับโครงสร้างองค์กรของบริษัท และเพื่อการทำธุรกรรมของบริษัท
    (10) เพื่อให้ท่านสามารถเข้าถึงเนื้อหาในเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ หรือบริการอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการเฉพาะ
    (11) บริษัทอาจประมวลผลพฤติกรรมการใช้เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อการวิเคราะห์การใช้งานเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ของท่าน และการทำความเข้าใจลักษณะการใช้งานที่ท่านสนใจ เพื่อทำให้เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เหล่านั้นตอบสนองความสนใจที่เหมาะสมกับท่านโดยเฉพาะ เพื่อการประเมิน หรือดำเนินการ และการปรับปรุงเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์เหล่านั้น หรือผลิตภัณฑ์ และ/หรือบริการของบริษัท การแก้ไขปัญหาต่างๆ การแนะนำผลิตภัณฑ์ และ/หรือบริการที่เกี่ยวข้อง และการจัดโฆษณาบนเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และช่องทางอื่นๆ ตามกลุ่มเป้าหมาย
    (12) เพื่อการตรวจสอบธุรกิจของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบภายใน หรือการตรวจสอบจากบุคคลภายนอก
    (13) เพื่อการดำเนินการให้เป็นไปตามข้อกำหนดภายใต้นโยบายภายในของบริษัทที่ยึดถือปฏิบัติ
    (14) เพื่อวัตถุประสงค์ในการบริหารจัดการ จัดเก็บ บันทึก สำรอง หรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคล
    (15) เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อตกลง หรือนโยบายที่ใช้บังคับ ซึ่งกำหนดขึ้นโดยหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐ หน่วยงานที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย หน่วยงานรัฐ หน่วยงานที่มีหน้าที่ระงับข้อพิพาท หรือหน่วยงานที่ดูแลธุรกิจประกันภัย ไม่ว่าหน่วยงานใดก็ตาม อาทิ กฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กฎหมายว่าด้วยภาษีอากร กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
    (16) เพื่อวัตถุประสงค์ของการบังคับใช้กฎหมาย หรือการให้ความช่วยเหลือ ให้ความร่วมมือ การสืบสวนโดยบริษัทหรือในนามของบริษัท โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือโดยหน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ ในประเทศ และ การดำเนินการตามหน้าที่ในการรายงาน และข้อกำหนดต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด หรือ ตามที่มีการตกลงเห็นชอบกับหน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานกำกับดูแลอื่นๆ ในประเทศหรือเขตการปกครองใดๆ หรือการดำเนินการตามคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือ หน่วยงานของรัฐ
    (17) เพื่อวัตถุประสงค์ในด้านการตรวจสอบและเพิ่มคุณภาพ รวมทั้งการฝึกอบรม เมื่อมีการบันทึกการติดต่อสื่อสารของบริษัท
    (18) เข้าซื้อ หรือจำหน่าย จ่าย โอนซึ่งหุ้น ทรัพย์สินหรือหน่วยธุรกิจใดๆ (ไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมด) ของบริษัท
    (19) เพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัย การจัดการและการคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และความปลอดภัยพนักงานและบุคคลภายนอก รวมทั้ง ทรัพย์สินและข้อมูลต่าง ๆ
    (20) เพื่อการดำเนินการให้เป็นไปตามสัญญาหรือข้อตกลงต่างๆ หรือเพื่อดำเนินการตามคำร้องหรือคำขอที่ท่านได้ยื่นไว้กับบริษัท
    (21) เพื่อการดำเนินการอื่นๆ ที่จำเป็น ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับวัตถุประสงค์ใดๆ ข้างต้น
    (22)
    เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ที่บริษัทแจ้งให้ท่านทราบ ณ เวลาที่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน

    เพื่อวัตถุประสงค์ในด้านการตรวจสอบและเพิ่มคุณภาพ รวมทั้งการฝึกอบรม เมื่อมีการบันทึกการติดต่อสื่อสารของบริษัท


    4.2

    บริษัทดำเนินการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในข้อ 4.1 ภายใต้ฐานทางกฎหมายใดๆ ดังต่อไปนี้

    (1)
    เป็นการจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามสัญญาซึ่งท่านเป็นคู่สัญญาหรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของท่านก่อนเข้าทำสัญญานั้น

    (2)
    เป็นความจำเป็นของบริษัทในการปฏิบัติตามกฎหมาย

    (3)
    เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท หรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นนอกเหนือไปจากบริษัท

    (4)
    เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของบริษัท หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่บริษัท

    (5)
    เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล

    (6)
    เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของท่าน หรือ

    (7)
    ความยินยอมที่ท่านได้ให้ไว้กับบริษัท เมื่อบริษัทไม่สามารถอาศัยข้อยกเว้นหรืออ้างอิงฐานทางกฎหมายอื่นตามกรณีที่ระบุข้างต้น

    4.3
    เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทจะดำเนินการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ที่กำหนดข้างต้น ในส่วนที่มี ความเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติตามกฎหมาย ตามสัญญาหรือข้อตกลงต่างๆ เช่น สัญญาประกันภัย หรือตามคำร้องหรือคำขอที่ท่านได้ยื่นไว้แก่บริษัท หรือมีความจำเป็นเพื่อเข้าทำสัญญากับท่าน เป็นข้อมูลที่จำเป็นต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว หากท่านไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวแก่บริษัท อาจมีผลกระทบทางกฎหมาย หรือบริษัทจะไม่สามารถเข้าทำสัญญาประกันภัยหรือสัญญาอื่นใดกับท่านได้ หรืออาจจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ภายใต้สัญญาประกันภัยหรือสัญญาอื่นใดที่ได้เข้าทำกับท่าน หรือบริษัทอาจไม่สามารถให้บริการต่าง ๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ประกันภัย หรือบริการของบริษัท หรือดำเนินการตามคำร้องหรือคำขอของท่านได้ ซึ่งรวมถึงการให้บริการเกี่ยวกับการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้แก่ท่านได้ (แล้วแต่กรณี) ในกรณีดังกล่าว บริษัทอาจมีความจำเป็นต้องปฏิเสธการเข้าทำสัญญากับท่าน หรือยกเลิกการให้บริการที่เกี่ยวข้องต่อท่าน หรือไม่สามารถดำเนินการตามคำร้องหรือคำขอของท่าน ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

    4.4

    ในกรณีที่บริษัทจะใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่กำหนดซึ่งระบุไว้ข้างต้น บริษัทจะจัดให้มีนโยบายหรือประกาศเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มเติม เพื่ออธิบายการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในลักษณะดังกล่าว ท่านควรอ่านนโยบายหรือประกาศเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องร่วมกับนโยบาย ฉบับนี้


    5. การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
    5.1 บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ภายใต้วัตถุประสงค์ที่กำหนดและตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ให้แก่หน่วยงานและบุคคลดังต่อไปนี้

    (1) พนักงาน ลูกจ้าง หรือบุคลากรภายในบริษัทเท่าที่เกี่ยวข้อง และตามความจำเป็นเพื่อการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านภายใต้วัตถุประสงค์ตามนโยบายฯ ฉบับนี้

    (2) บุคคลใดก็ตามที่ได้รับอนุญาตให้กระทำการในฐานะบุคลากรและคู่ค้าของบริษัท หรือได้รับการว่าจ้างหรือ เข้าทำสัญญาเพื่อปฏิบัติงานให้แก่บุคลากรและคู่ค้าของบริษัท เพื่อทำการเชิญชวน ชักชวน ชี้ช่อง จัดการให้ทำ เสนอขาย ขาย จัดจำหน่าย หรือให้บริการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ประกันภัย และ/หรือบริการที่เสนอโดยบริษัทให้แก่ท่าน หรือจัดทำรายการส่งเสริมการขาย การโฆษณาและประชาสัมพันธ์ต่างๆ เช่น ตัวแทนประกันชีวิต นายหน้าประกันชีวิต บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนาคาร สถาบันการเงิน สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ บริษัทต่างๆ ซึ่งทำการสืบสวน หรือคู่ค้ารายอื่นๆ

    (3) ผู้ถือกรมธรรม์ ในกรณีของผลิตภัณฑ์ประกันภัยแบบกลุ่ม

    (4) นายหน้าประกันภัยต่อและบริษัทประกันภัยต่อ ในกรณีที่บริษัทต้องทำสัญญาประกันภัยต่อ

    (5) ผู้แนะนำการลงทุน และ/หรือผู้วางแผนการลงทุน ในกรณีของผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Link)

    (6) บุคคลใดก็ตามที่ได้รับการว่าจ้าง หรือ เข้าทำสัญญาเพื่อปฏิบัติงานให้แก่บุคลากรและคู่ค้าของบริษัท ดังกล่าว เพื่อทำการเชิญชวน ชักชวน ชี้ช่อง จัดการให้ทำ เสนอขาย ขาย จัดจำหน่าย หรือให้บริการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ประกันภัย และ/หรือบริการที่เสนอโดยบริษัทให้แก่ท่าน

    (7) บุคลากรและคู่ค้าของบริษัทไม่ว่ารายใดก็ตาม ซึ่งให้บริการเกี่ยวกับการจัดการต่างๆ การให้บริการประมวลผลข้อมูล บริการเกี่ยวกับกระบวนการทางธุรกิจ บริการเกี่ยวกับการชำระเงิน การทวงหนี้ หรือ การหักบัญชีหลักทรัพย์ บริการโทรคมนาคม บริการด้านเทคโนโลยี บริการคลาวด์ บริการจัดหาผู้รับจ้างปฏิบัติงาน บริการคอลเซ็นเตอร์ บริการจัดเก็บของ การดำเนินการเกี่ยวกับเอกสาร บริการเก็บบันทึกข้อมูล บริการสแกนเอกสาร บริการรับส่งไปรษณีย์ บริการจัดพิมพ์ บริการส่งพัสดุหรือบริการรับส่งพัสดุโดยพนักงานรับส่งพัสดุ บริการวิเคราะห์ข้อมูล บริการทำการตลาด บริการทำการวิจัย บริการบริหารจัดการเหตุฉุกเฉิน บริการทางกฎหมาย หรือบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท หรือการจัดให้มีการบริหารจัดการ การดำเนินการ การปฏิบัติตามขั้นตอน หรือการจัดการต่างๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ประกันภัยหรือบริการของบริษัทให้แก่ท่าน 

    (8) สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมหรือสมาพันธ์อื่นๆ ในภาคธุรกิจประกันภัย และผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยรายอื่นๆ

    (9)
    หน่วยงานที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย คณะกรรมการต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย หน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานกำกับดูแลหน่วยงานที่มีหน้าที่ระงับข้อพิพาท หรือบุคคลอื่นใดที่บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลให้ตามหน้าที่ที่กฎหมายและ/หรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกำหนด

    (10) ผู้ให้คำปรึกษาของบริษัทซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ อาทิ ทนายความ แพทย์ ผู้ตรวจสอบบัญชี หรือที่ปรึกษาด้านต่างๆ

    (11) ผู้เข้าทำธุรกรรม หรือจะเข้าทำธุรกรรมกับบริษัทโดยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านอาจเป็นส่วนหนึ่งของการซื้อหรือขาย หรือเป็นส่วนหนึ่งของการเสนอซื้อหรือเสนอขายของกิจการของบริษัท (หากมี)

    (12) บุคคลหรือหน่วยงานอื่นใดที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

    (13) บุคคลหรือหน่วยงานอื่นใดที่ท่านให้ความยินยอมสำหรับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อบุคคลหรือหน่วยงานนั้นๆ 

    5.2

    การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้กับบุคคลอื่น บริษัทจะดำเนินการภายใต้วัตถุประสงค์ที่กำหนดข้างต้น หรือวัตถุประสงค์อื่นที่กฎหมายกำหนดให้กระทำได้เท่านั้น ในกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าต้องได้รับความยินยอมจากท่าน บริษัทจะขอความยินยอมจากท่านก่อน

    5.3 ในกรณีที่บริษัทเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้กับบุคคลอื่น บริษัทจะจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้เปิดเผยและเพื่อปฏิบัติตามมาตรฐานและหน้าที่การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนดในกรณีที่บริษัทส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปต่างประเทศ บริษัทจะดำเนินการเพื่อทำให้แน่ใจว่าประเทศปลายทาง องค์กรระหว่างประเทศ หรือผู้รับข้อมูลในต่างประเทศนั้นมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอในบางกรณีบริษัทอาจขอความยินยอมของท่านสำหรับการส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปยังต่างประเทศ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด


    6. ระยะเวลาเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล

    6.1 บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามระยะเวลาที่จำเป็นเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดในการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลนั้นๆ โดยระยะเวลาเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลจะเปลี่ยนแปลงไปโดยขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่กำหนดในการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลนั้นๆ นอกจากนี้ บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลเป็นระยะเวลาตามที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนด (ถ้ามี) โดยคำนึงถึงอายุความตามกฎหมายสำหรับการดำเนินคดีที่อาจเกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับเอกสารหรือข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมไว้ในแต่ละรายการ และโดยคำนึงถึงแนวปฏิบัติทางธุรกิจสำหรับแต่ละประเภทของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสำคัญ

    6.2 บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็นระยะเวลาตามความจำเป็นและเหมาะสมในการเก็บใช้ และเปิดเผยข้อมูลภายใต้วัตถุประสงค์ที่ระบุไว้หรือสูงสุดไม่เกิน [11] ปี นับแต่วันที่ธุรกรรมระหว่างท่านกับบริษัทสิ้นสุดลง อย่างไรก็ดี บริษัทอาจเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็นระยะเวลาเกินกว่าที่กำหนดหากกฎหมายอนุญาต หรือเป็นการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลบนฐานการประมวลผลอื่น หรือกรณีที่มีความจำเป็นเพิ่มเติม

    6.3 หลังจากระยะเวลาดังกล่าวข้างต้น บริษัทจะทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเช่นว่านั้นจากการจัดเก็บหรือระบบของบริษัท หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวท่านได้ โดยอาจไม่มีการแจ้งให้ท่านทราบล่วงหน้า


    7. ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ

    บริษัทอาจเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ เป็นครั้งคราว ในกรณีดังกล่าวนั้น บริษัทจะปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการขอความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้ใช้อำนาจปกครอง (ในกรณีของผู้เยาว์) การขอความยินยอมจากผู้อนุบาล (ในกรณีของคนไร้ความสามารถ) และการขอความยินยอมจากผู้พิทักษ์ (ในกรณีของคนเสมือนไร้ความสามารถ) ตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด


    8. ความมั่นคงปลอดภัยในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล

    บริษัทได้จัดให้มีระบบการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลและมาตรการรักษาความปลอดภัยเชิงเทคนิคและเชิงบริหารจัดการที่เหมาะสม เพื่อทำให้มั่นใจว่าระดับการรักษาความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง


    9. การเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ ผลิตภัณฑ์และบริการของบุคคลภายนอก

    บนเว็บไซต์ของบริษัทอาจมีลิงค์เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ ผลิตภัณฑ์ และบริการของบุคคลภายนอก ในกรณีที่ท่านกดลิงก์เชื่อมโยงที่ปรากฏบนบนเว็บไซต์ของบริษัทไปยังบุคคลภายนอก บุคคลภายนอกเหล่านั้นอาจเก็บรวบรวมข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับการใช้บริการของท่าน ดังนั้น ท่านควรใช้ความระมัดระวังและตรวจสอบนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเว็บไซต์ ผลิตภัณฑ์ และบริการของบุคคลภายนอกเหล่านั้นด้วย ทั้งนี้ บริษัทไม่สามารถรับผิดชอบในความปลอดภัยหรือความเป็นส่วนตัวของข้อมูลใดๆ ของท่านที่ถูกเก็บรวบรวมโดยเว็บไซต์ ผลิตภัณฑ์ หรือบริการของบุคคลภายนอกดังกล่าว และนโยบายฉบับนี้ใช้เฉพาะสำหรับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้วัตถุประสงค์ที่กำหนดโดยบริษัทเท่านั้น


    10. การเปลี่ยนแปลงนโยบายฯ นี้

    บริษัทอาจทำการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้เป็นครั้งคราว เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน และเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง บริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใดๆ ด้วยช่องทางที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม บริษัทแนะนำให้ท่านตรวจสอบทบทวนนโยบายนี้เป็นครั้งคราว


    นโยบายฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่ [วันที่ 1 มิถุนายน 2565]


    ***************************************************************

     
     

  • นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับตัวแทนหรือนายหน้าประกันชีวิต

    นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับตัวแทนหรือนายหน้าประกันชีวิต


    บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นอย่างมาก บริษัทจึงได้จัดทำนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (“นโยบาย”) นี้ขึ้นเพื่อชี้แจงรายละเอียดและวิธีการจัดการและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทได้รับมาจากท่าน รวมถึงวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผย และ/หรือ ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ตลอดจนระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวและสิทธิของท่านในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล


    บริษัทยึดมั่นในค่านิยมที่ว่า ความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่ท่านมีให้แก่บริษัท เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งสำหรับบริษัท ดังนั้นบริษัทจึงมุ่งมั่นที่จะจัดการให้มีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านอย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมทั้งคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด

     

    1. นิยาม

    “บริษัท” หมายถึง บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)



    "ตัวแทนหรือนายหน้า
    ประกันชีวิต"
    หมายถึง ตัวแทนประกันชีวิตหรือนายหน้าประกันชีวิตที่บริษัทอนุญาตให้ทำการเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตของบริษัท ทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงผู้มุ่งหวังตัวแทนประกัน ชีวิต และตัวแทนประกันชีวิตฝึกหัด



    “ผู้มุ่งหวังตัวแทนประกัน
    ชีวิต”
    หมายถึง บุคคลที่มีคุณสมบัติหรือความเหมาะสมที่บริษัท พนักงานของบริษัท หรือตัวแทน ประกันชีวิตของบริษัทอาจทำการชักชวนหรือแนะนำในการสมัครเข้าเป็นตัวแทน ประกันชีวิตหรือตัวแทนประกันชีวิตฝึกหัดของบริษัท



    “ตัวแทนประกันชีวิต ฝึกหัด” หมายถึง ผู้สมัครเป็นตัวแทนประกันชีวิตของบริษัท ซึ่งอยู่ระหว่างการฝึกหัดและการอบรมเพื่อ เข้ารับใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิตของบริษัท



    “กฎหมายว่าด้วยการ
    คุ้มครองข้อมูลส่วน บุคคล”
    หมายถึง พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และกฎหมายลำดับรองที่ เกี่ยวข้อง และให้หมายความรวมถึงกฎหมายฉบับแก้ไขเพิ่มเติมใดๆ ในอนาคต



    “ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล



    "การประมวลผลข้อมูล
    ส่วนบุคคล”
    หมายถึง

    การดำเนินการใดๆ กับข้อมูลส่วนบุคคลไม่ว่าด้วยวิธีการอัตโนมัติหรือไม่ก็ตาม เช่นการเก็บรวบรวม การบันทึก การจัดระบบ การจัดเก็บ การปรับเปลี่ยนหรือการดัดแปลงการเรียกคืน การปรึกษา การใช้ การเปิดเผย (โดยการส่ง โอน การเผยแพร่หรือการทำ ให้สามารถเข้าถึงหรือพร้อมใช้งานโดยวิธีใด ๆ) การจัดเรียง การนำมารวมกัน การห้าม เข้าถึงหรือจำกัด การลบหรือการทำลาย เป็นต้น

     

    2. ข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกเก็บรวบรวม

    2.1 ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทเก็บรวบรวมหรือจะเก็บรวบรวมภายใต้นโยบายนี้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ท่านให้ไว้กับบริษัทโดยตรง หรือข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทได้รับมาจากแหล่งอื่น ประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคลดังต่อไปนี้
    (1) ข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อนามสกุล วัน/เดือน/ปีเกิด อายุ เพศ รูปถ่าย หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน หมายเลขหนังสือเดินทาง (Passport) ลายมือชื่อ สัญชาติ ศาสนา สถานภาพสมรส และข้อมูลบุคคลในครอบครัว เป็นต้น
    (2) ข้อมูลการติดต่อ เช่น ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ที่อยู่เพื่อจัดส่งไปรษณีย์ หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล ข้อมูลการติดต่อทางโซเชียล มีเดีย เป็นต้น
    (3) ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษา การฝึกอบรม เช่น ประวัติการศึกษาและการฝึกอบรม หนังสือรับรองคุณวุฒิหรือใบแสดงผล การศึกษา ผลคะแนนหรือระดับคะแนน ระดับการศึกษา หนังสือรับรองและหนังสืออ้างอิงจากสถาบันการศึกษา ความสามารถทางภาษา ข้อมูลการอบรมและข้อมูลการทดสอบ ซึ่งจัดโดยบริษัทหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง วุฒิบัตรหรือประกาศนียบัตร เป็นต้น
    (4) ข้อมูลเกี่ยวกับการสมัครเข้าเป็นตัวแทน เช่น ประวัติส่วนตัว ข้อมูลการสัมภาษณ์ และหลักฐานหรือหนังสืออ้างอิงต่างๆ เป็นต้น
    (5) รายละเอียดการทำงานพื้นฐาน เช่น รายละเอียดสถานที่ทำงานของท่าน หมายเลขใบอนุญาตตัวแทน/ นายหน้าประกันชีวิต รายละเอียดหน่วยงานต้นสังกัด ตำแหน่ง สายการบังคับบัญชา และข้อตกลงและเงื่อนไขของการเป็นตัวแทนหรือนายหน้าประกันชีวิต เป็นต้น
    (6) ประวัติเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงา เช่น การประเมินผลการปฏิบัติงาน รางวัลที่เคยได้รับ ประวัติการถูกร้องเรียน บันทึกการสอบสวน การถูกเพิกถอนใบอนุญาตเป็นตัวแทนหรือนายหน้าประกันชีวิต การถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตเป็นตัวแทนหรือนายหน้าประกันชีวิต การถูกยกเลิกสัญญาตัวแทนหรือนายหน้าประกันชีวิต และโทษทางวินัย รวมถึงการตรวจสอบและการประเมินความเสี่ยง เป็นต้น
    (7) ข้อมูลเกี่ยวกับผลประโยชน์และค่าตอบแทน เช่น รายละเอียดเกี่ยวกับค่าบำเหน็จ และ/หรือผลประโยชน์อื่นๆ ที่ท่านได้รับ เลขบัญชีธนาคาร ข้อมูลทางภาษี ข้อมูลของบุคคลภายนอกผู้ได้รับผลประโยชน์ เป็นต้น
    (8) ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการถูกดำเนินคดีความ เช่น ประวัติอาชญากรรม บันทึกเกี่ยวกับการดำเนินคดีไม่ว่าทางแพ่ง ทางอาญา ทางปกครอง หรือการดำเนินคดีอื่นๆ รวมไปถึงรายงานของตำรวจ และคำสั่งศาลที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
    (9) ข้อมูลในกรณีที่ท่านดำเนินการแทนนิติบุคคล เช่น ข้อมูลของท่านที่ปรากฏในหนังสือรับรองบริษัท บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น หรือเอกสารเกี่ยวกับนิติบุคคลอื่นใดที่มีข้อมูลส่วนบุคคลของท่านข้อมูลอื่นใดที่บริษัทร้องขอจากนิติบุคคลของท่าน หรือจากท่านเพื่อใช้ในการประกอบการเข้าทำสัญญา การบริการ หรือการดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวข้อง ตามที่บริษัทได้แจ้งหรือร้องขอไปยังท่าน
    (10) ข้อมูลอื่นๆ เช่น บันทึกภาพและเสียงผ่านกล้องวงจรปิด (CCTV) บันทึกเสียงการสนทนา เป็นต้น


    2.2 บริษัทมีความจำเป็นต้องเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Personal Data) ของท่าน เช่น ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา เพื่อประกอบการตรวจสอบในการเข้าทำสัญญากับท่าน หรือนิติบุคคลที่ท่านดำเนินการแทน หรือเพื่อตรวจสอบเพื่อการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการให้การสนับสนุนแก่ผู้ก่อการร้าย เป็นต้น


    2.3 ในกรณีที่บริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 มีผลใช้บังคับ (ก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 2565) บริษัทจะเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อไปตามวัตถุประสงค์เดิมที่บริษัทได้แจ้งไว้แก่ท่านหรือตามที่ตกลงกันในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลนั้น

     

    3. วิธีที่บริษัทเก็บรวบรวมและรับข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน

    3.1
    โดยทั่วไปบริษัทจะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่านโดยตรงจากท่าน เว้นแต่บางกรณีที่บริษัทอาจเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่านจากบุคคลอื่นที่แนะนำท่านให้บริษัท จากแหล่งข้อมูลสาธารณะ แหล่งข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจของท่าน หรือ แหล่งข้อมูลทางการค้า แหล่งข้อมูลของหน่วยงานราชการหรือหน่วยงานกำกับต่างๆ แหล่งข้อมูลของภาคธุรกิจประกันภัย ธุรกิจการเงิน หรือธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง

    3.2
    ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ท่านจะได้รับการแจ้งถึงรายละเอียดต่างๆ ตามที่ระบุในนโยบายฉบับนี้ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะฐานทางกฎหมายในการเก็บรวบรวมใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้วัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมาย หรือหากเป็นกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนดให้ต้องได้รับความยินยอมจากท่าน บริษัทจะขอความยินยอมโดยชัดแจ้งจากท่าน โดยจะประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเมื่อท่านได้ให้ความยินยอมแก่บริษัท

    3.3
    ท่านอาจเลือกที่จะไม่ให้บริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลบางประการที่บริษัทร้องขอ อย่างไรก็ดีการที่ท่านเลือกที่จะไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลบางประการดังกล่าว อาจเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการทำธุรกรรมระหว่างบริษัทกับท่าน หรือต่อการให้บริการของบริษัทต่อท่าน หรือต่อการตอบสนองต่อข้อร้องขออื่น ๆ ของท่านได้ เช่น บริษัทอาจไม่สามารถดำเนินการเพื่อเข้าทำสัญญากับท่านได้ หรือ บริษัทอาจไม่สามารถให้บริการต่างๆ เกี่ยวกับสัญญาที่บริษัททำกับท่านได้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

    3.4 ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน หากบริษัทพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อมูลใดที่ไม่มีความจำเป็นในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผย บริษัทอาจดำเนินการลบ ทำลาย หรือดำเนินการด้วยวิธีการใดๆ เช่น การใช้ปากการะบายปิดทับลงบนข้อมูลศาสนาในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อมิให้ปรากฏข้อมูลดังกล่าวในการจัดเก็บ เป็นต้น


    4.
    วัตถุประสงค์และฐานทางกฎหมายในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
    4.1 บริษัทประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน เพื่อวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ (รวมเรียกว่า “วัตถุประสงค์ที่กำหนด”):
    (1) เพื่อการแนะนำหรือชักชวนท่านในการสมัครเข้าเป็นตัวแทนประกันชีวิตของบริษัท
    (2) เพื่อการเข้าทำสัญญากับท่าน นิติบุคคลที่ท่านดำเนินการแทน หรือ ผู้ขอเอาประกันภัย และ/หรือเพื่อการปฏิบัติตามสิทธิหน้าที่ที่มีตามสัญญาที่บริษัทเข้าทำกับท่าน นิติบุคคลที่ท่านดำเนินการแทน หรือผู้ขอเอาประกันภัย
    (3) เพื่อการตรวจสอบและยืนยันตัวตนของท่าน และ/หรือนิติบุคคลที่ท่านดำเนินการแทน
    (4) เพื่อการตรวจสอบประวัติก่อนและระหว่างเข้าทำสัญญากับท่าน หรือนิติบุคคลที่ท่านดำเนินการแทน และอาจมีการตรวจสอบรายละเอียดดังกล่าวในระหว่างระยะเวลาตามสัญญาที่บริษัทเข้าทำกับท่าน หรือนิติบุคคลที่ท่านดำเนินการแทน
    (5) เพื่อวัตถุประสงค์ในการบริหารจัดการกิจการตัวแทนประกันชีวิต และ/หรือนายหน้าประกันชีวิต รวมถึงการวางแผนกำลังคน การจ่ายผลประโยชน์ ค่าตอบแทน การคิดค่าตอบแทนที่จูงใจ ข้อเสนอ รางวัล การประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ การรายงานหรือตรวจสอบภายใน การวิเคราะห์ข้อมูล การแข่งขันการขายต่างๆ การติดต่อสื่อสาร การประกาศ การทำแบบสำรวจ สถิติการตรวจสอบข้อร้องเรียนและประเด็นของการประพฤติตัวไม่เหมาะสม หรือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางวินัย การตรวจสอบข้อมูลของท่านทางกฎหมาย ความสามารถในการทำงาน การร้องขอข้อมูลใดๆ โดยรัฐบาลไม่ว่าจะเพื่อเหตุใด ตลอดจนเพื่อการประกอบกิจการของบริษัท รวมถึง การจัดทำบันทึกข้อมูลตัวแทน การทำประกัน การตรวจสอบการอ้างอิงและประวัติโดยบริษัทหรือบุคคลอื่น การหลีกเลี่ยงการขัดกันของผลประโยชน์ หรือหลีกเลี่ยงแนวโน้มที่จะเกิดการขัดกันของผลประโยชน์ และการตรวจสอบโดยบริษัท นอกจากนี้ ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านยังอาจจะถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ใช้บังคับ และการปฏิบัติตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลตามกฎหมายทั้งในและนอกประเทศของท่านแล้วแต่กรณี
    (6) เพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย รวมถึงประกาศ ระเบียบ คำสั่งที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กฎหมายว่าด้วยภาษีอากร กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
    (7) เพื่อจัดทำและบริหารจัดการตามข้อตกลง หรือสัญญาระหว่างบริษัทกับท่านหรือนิติบุคคลที่ท่านเป็นตัวแทน ซึ่งรวมถึงการชำระค่าตอบแทน และค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้กับท่าน ตาม ข้อตกลง หรือสัญญาระหว่างบริษัทกับท่าน ด้วยวิธีการใดๆ
    (8) เพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัย การจัดการและการคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และความปลอดภัยพนักงานและบุคคลภายนอก รวมทั้ง ทรัพย์สินและข้อมูลต่าง ๆ
    (9) เพื่อการก่อตั้ง ใช้ โต้แย้ง หรือดำเนินการตามสิทธิเรียกร้องของบริษัท
    (10) เพื่อการติดต่อ และการดำเนินธุรกิจของบริษัทตลอดระยะเวลาที่บริษัทยังมีความสัมพันธ์กับท่าน หรือนิติบุคคลที่ท่านดำเนินการแทน
    (11) เพื่อการดำเนินการอื่นๆ ที่จำเป็น ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับวัตถุประสงค์ใดๆ ข้างต้น
    (12) เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ที่บริษัทแจ้งให้ท่านทราบ ณ เวลาที่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน


    4.2
    บริษัทดำเนินการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดข้างต้น ภายใต้ฐานทางกฎหมายใด ๆ ดังต่อไปนี้

    (1)
    เป็นการจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามสัญญาซึ่งท่านเป็นคู่สัญญาหรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของท่านก่อนเข้าทำสัญญานั้น

    (2)
    เป็นความจำเป็นของบริษัทในการปฏิบัติตามกฎหมาย

    (3)
    เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท หรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นนอกเหนือไปจากบริษัท

    (4)
    เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของบริษัท หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่บริษัท

    (5)
    เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล

    (6)
    เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของท่าน หรือ

    (7)
    ความยินยอมที่ท่านได้ให้ไว้กับบริษัท เมื่อไม่สามารถอาศัยข้อยกเว้นหรืออ้างอิงฐานทางกฎหมายตามกรณีที่ระบุข้างต้น


    4.3 เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทจะดำเนินการประมวลผลเพื่อวัตถุประสงค์ที่กำหนดตามข้างต้น ในส่วนที่มีความเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติตามกฎหมาย หรือมีความจำเป็นเพื่อเข้าทำสัญญากับท่าน (หรือนิติบุคคลที่ท่านดำเนินการแทน) เป็นข้อมูลที่จำเป็นต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว หากท่านไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวแก่บริษัท อาจมีผลกระทบทางกฎหมาย หรือบริษัทอาจจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ภายใต้สัญญาที่ได้เข้าทำกับท่านได้ ในกรณีดังกล่าว บริษัทอาจมีความจำเป็นต้องปฏิเสธการเข้าทำสัญญากับท่านได้

    4.4

    ในกรณีที่บริษัทจะใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่กำหนดซึ่งระบุไว้ข้างต้น บริษัทจะจัดให้มีนโยบายหรือประกาศเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มเติม เพื่ออธิบายการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในลักษณะดังกล่าว ท่านควรอ่านนโยบายหรือประกาศเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องร่วมกับนโยบายฉบับนี้

     

    5. การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

    5.1 บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ภายใต้วัตถุประสงค์ที่กำหนดและตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ให้แก่หน่วยงานและบุคคลดังต่อไปนี้

    (1) พนักงาน ลูกจ้าง หรือบุคลากรภายในเท่าที่เกี่ยวข้อง และตามจำเป็นเพื่อการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน

    (2) ตัวแทน นายหน้าประกันชีวิต หรือพันธมิตรทางธุรกิจของบริษัท เพื่อวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมหรือกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันกันสร้างผลงานหรือสร้างแรงจูงใจ หรือเพื่อส่งเสริมการขาย และ/หรือการเสนอผลิตภัณฑ์ของบริษัท

    (3) ผู้ให้คำปรึกษาของบริษัท ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ อาทิเช่น ทนายความ แพทย์ ผู้ตรวจสอบบัญชี หรือที่ปรึกษา หรือผู้เชี่ยวชาญ ภายในหรือภายนอกของบริษัท

    (4) หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลตามกฎหมาย หรือที่ร้องขอให้เปิดเผยข้อมูลโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย เช่น สำนักงาน คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย กรมการปกครอง กรมสรรพากร กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด ศาล เป็นต้น

    (5) องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย เช่น สมาคมประกันชีวิตไทย และสมาคมหรือสมาพันธ์อื่นๆ ในภาคธุรกิจประกันภัย เป็นต้น

    (6) หน่วยงานรัฐใดๆ ทางด้านภาษี กฎเกณฑ์ หรือผู้ซึ่งมีอำนาจเหนือบริษัท ตามที่กฎหมายกำหนด หรือตามที่มีการร้องขอให้ เปิดเผยเพื่อผลประโยชน์ของบริษัทหรือเปิดเผยเพื่อประโยชน์สาธารณะ

    (7) ผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยอื่นๆ

    (8) หน่วยงานที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย คณะกรรมการต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย หน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานกำกับดูแลหน่วยงานที่มีหน้าที่ระงับข้อพิพาท หรือบุคคลอื่นใดในประเทศที่บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลให้ (1) ตามหน้าที่ตามกฎหมาย และ/หรือกฎระเบียบในประเทศไทยและต่างประเทศ หรือ (2) ตามข้อตกลง กับภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล หรือบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

    (9) บุคคลหรือหน่วยงานอื่นใดที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

    (10) บุคคลหรือหน่วยงานอื่นใดที่ท่านให้ความยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อบุคคลหรือหน่วยงานนั้น ๆ



    5.2 การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้กับบุคคลอื่น บริษัทจะดำเนินการภายใต้วัตถุประสงค์ที่กำหนดข้างต้น หรือวัตถุประสงค์อื่นที่กฎหมายกำหนดให้กระทำได้เท่านั้น ในกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าต้องได้รับความยินยอมจากท่าน บริษัทจะขอความยินยอมจากท่านก่อน

    5.3 ในกรณีที่บริษัทเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้กับบุคคลอื่น บริษัทจะจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้เปิดเผยและเพื่อปฏิบัติตามมาตรฐานและหน้าที่การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด

    5.4 ในกรณีที่บริษัทส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปต่างประเทศ บริษัทจะดำเนินการเพื่อทำให้แน่ใจว่าประเทศปลายทาง องค์กรระหว่างประเทศ หรือผู้รับข้อมูลในต่างประเทศนั้นมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอในบางกรณี บริษัทอาจขอความยินยอมของท่านสำหรับการส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปยังต่างประเทศ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด

     

    6. ระยะเวลาเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล

    6.1 บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามระยะเวลาที่จำเป็นเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดในการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลนั้นๆ โดยระยะเวลาเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลจะเปลี่ยนแปลงไปโดยขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่กำหนดในการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลนั้นๆ นอกจากนี้ บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลเป็นระยะเวลาตามที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนด (ถ้ามี) โดยคำนึงถึงอายุความตามกฎหมายสำหรับการดำเนินคดีที่อาจเกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับเอกสารหรือข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมไว้ในแต่ละรายการ และโดยคำนึงถึงแนวปฏิบัติทางธุรกิจสำหรับแต่ละประเภทของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสำคัญ

    6.2 บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็นระยะเวลาตามความจำเป็นและเหมาะสมในการเก็บใช้ และเปิดเผยข้อมูลภายใต้วัตถุประสงค์ที่ระบุไว้หรือสูงสุดไม่เกิน [11] ปี นับแต่วันที่สิ้นสุดความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับบริษัท อย่างไรก็ดี บริษัทอาจเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็นระยะเวลาเกินกว่าที่กำหนดหากกฎหมายอนุญาต

    6.3 หลังจากระยะเวลาดังกล่าวข้างต้น บริษัทจะทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเช่นว่านั้นจากการจัดเก็บหรือระบบของบริษัท หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวท่านได้ โดยอาจไม่มีการแจ้งให้ท่านทราบล่วงหน้า

     

    7. ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ

    บริษัทอาจเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ เป็นครั้งคราว ในกรณีดังกล่าวนั้น บริษัทจะปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการขอความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้ใช้อำนาจปกครอง (ในกรณีของผู้เยาว์) การขอความยินยอมจากผู้อนุบาล (ในกรณีของคนไร้ความสามารถ) และ การขอความยินยอมจากผู้พิทักษ์ (ในกรณีของคนเสมือนไร้ความสามารถ) ตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด

     

    8. ความมั่นคงปลอดภัยในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล

    บริษัทได้จัดให้มีระบบการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลและมาตรการรักษาความปลอดภัยเชิงเทคนิคและเชิงบริหารจัดการที่เหมาะสม เพื่อทำให้มั่นใจว่าระดับการรักษาความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดภายใต้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 

     

    9. การเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้

    บริษัทอาจทำการเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้เป็นครั้งคราว เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน และเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง บริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใดๆ ด้วยช่องทางที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม บริษัทแนะนำให้ท่านตรวจสอบทบทวนนโยบายนี้เป็นครั้งคราว


    นโยบายฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่ [วันที่ 1 มิถุนายน 2565]


    ***************************************************************

  • นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับคู่ค้า

    นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับคู่ค้า


    บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นอย่างมาก บริษัทจึงได้จัดทำนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (“นโยบาย”) นี้ขึ้นเพื่อชี้แจงรายละเอียดและวิธีการจัดการและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทได้รับมาจากท่าน รวมถึงวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผย และ/หรือ ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ตลอดจนระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวและสิทธิของท่านในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล


    บริษัทยึดมั่นในค่านิยมที่ว่า ความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่ท่านมีให้แก่บริษัท เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งสำหรับบริษัท ดังนั้นบริษัทจึงมุ่งมั่นที่จะจัดการให้มีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านอย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมทั้งคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด


    1. นิยาม

    “บริษัท” หมายถึง บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)



    "คู่ค้า" หมายถึง

    ผู้ให้บริการ หรือตัวแทนผู้ให้บริการ (รวมไปถึงผู้ให้บริการช่วง) หรือบุคลากรของ ผู้ให้บริการ ซึ่งให้บริการเกี่ยวกับการจัดการต่างๆ การให้บริการประมวลผลข้อมูล บริการเกี่ยวกับกระบวนการทางธุรกิจ บริษัทเกี่ยวกับการชำระเงิน บริการโทรคมนาคม บริการด้านเทคโนโลยี บริการรับส่งพัสดุเอกสารต่างๆ หรือบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การดำเนินธุรกิจของบริษัท หรือจัดให้มีการบริหารจัดการ การดำเนินการ การปฏิบัติตามขั้นตอน หรือ การจัดการต่างๆ




    “กฎหมายว่าด้วยการ
    คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล”
    หมายถึง พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง และให้หมายความรวมถึงกฎหมายฉบับแก้ไขเพิ่มเติมใดๆ ในอนาคต



    “ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล



    “การประมวลผลข้อมูล
    ส่วนบุคคล”
    หมายถึง

    การดำเนินการใดๆ กับข้อมูลส่วนบุคคลไม่ว่าด้วยวิธีการอัตโนมัติหรือไม่ก็ตาม เช่น การเก็บรวบรวม การบันทึก การจัดระบบ การจัดเก็บ การปรับเปลี่ยนหรือการดัดแปลง การเรียกคืน การปรึกษา การใช้ การเปิดเผย (โดยการส่ง โอน การเผยแพร่หรือการทำ ให้สามารถเข้าถึงหรือพร้อมใช้งานโดยวิธีใด ๆ) การจัดเรียง การนำมารวมกัน การห้าม เข้าถึงหรือจำกัด การลบหรือการทำลาย เป็นต้น


    2. ข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกเก็บรวบรวม

    2.1 ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทเก็บรวบรวมหรือจะเก็บรวบรวม ภายใต้นโยบายนี้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ท่านให้ไว้กับบริษัทโดยตรง หรือข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทได้รับมาจากแหล่งอื่น ประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคลดังต่อไปนี้
    (1) ข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อนามสกุล วัน/เดือน/ปีเกิด อายุ เพศ รูปถ่าย หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน หมายเลขหนังสือเดินทาง (Passport) ลายมือชื่อ สัญชาติ ศาสนา สถานภาพสมรส และข้อมูลบุคคลในครอบครัว เป็นต้น
    (2) ข้อมูลการติดต่อ เช่น อยู่ตามทะเบียนบ้าน ที่อยู่เพื่อจัดส่งไปรษณีย์ หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล ข้อมูลการติดต่อทางโซเชียล มีเดีย เป็นต้น
    (3) ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษา การฝึกอบรม เช่น ประวัติการศึกษาและการฝึกอบรม หนังสือรับรองคุณวุฒิหรือใบแสดงผลการศึกษา ผลคะแนนหรือระดับคะแนน ระดับการศึกษา หนังสือรับรองและหนังสืออ้างอิงจากสถาบันการศึกษา ความสามารถทางภาษา ข้อมูลการอบรมและข้อมูลการทดสอบซึ่งจัดโดยบริษัทหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง วุฒิบัตรหรือประกาศนียบัตร เป็นต้น
    (4) รายละเอียดการทำงานพื้นฐาน เช่น รายละเอียดสถานที่ทำงานของท่าน รายละเอียดหน่วยงานต้นสังกัด ตำแหน่ง สายการบังคับบัญชา เป็นต้น
    (5) ประวัติเกี่ยวกับประสิทธิภาพการทำงาน เช่น การประเมินผลการปฏิบัติงาน รางวัลที่เคยได้รับ ประวัติการถูกร้องเรียน บันทึกการสอบสวน รวมถึงการตรวจสอบและการประเมินความเสี่ยง เป็นต้น
    (6) ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการถูกดำเนินคดีความ เช่น ประวัติอาชญากรรม บันทึกเกี่ยวกับการดำเนินคดีไม่ว่าทางแพ่ง ทางอาญา ทางปกครอง หรือการดำเนินคดีอื่นๆ รวมไปถึงรายงานของตำรวจ และคำสั่งศาลที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
    (7) ข้อมูลในกรณีที่ท่านดำเนินการแทนนิติบุคคล เช่น ข้อมูลของท่านที่ปรากฏในหนังสือรับรองบริษัท บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น หรือเอกสารเกี่ยวกับนิติบุคคลอื่นใดที่มีข้อมูลส่วนบุคคลของท่านข้อมูลอื่นใดที่บริษัทร้องขอจากนิติบุคคลของท่าน หรือจากท่านเพื่อใช้ในการประกอบการเข้าทำสัญญา การบริการ หรือการดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวข้อง ตามที่บริษัทได้แจ้งหรือร้องขอไปยังท่าน
    (8) ข้อมูลอื่นๆ เช่น บันทึกภาพและเสียงผ่านกล้องวงจรปิด (CCTV) หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ บันทึกเสียงการสนทนา เป็นต้น


    2.2 บริษัทมีความจำเป็นต้องเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Personal Data) ของท่าน เช่น ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา เพื่อประกอบการตรวจสอบในการเข้าทำสัญญากับท่าน หรือนิติบุคคลที่ท่านดำเนินการแทน หรือเพื่อตรวจสอบเพื่อการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและการให้การสนับสนุนแก่ผู้ก่อการร้าย เป็นต้น


    2.3 ในกรณีที่บริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 มีผลใช้บังคับ (ก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 2565) บริษัทจะเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อไปตามวัตถุประสงค์เดิมที่บริษัทได้แจ้งไว้แก่ท่านหรือตามที่ตกลงกันในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลนั้น


    3. วิธีที่บริษัทเก็บรวบรวมและรับข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน

    3.1
    โดยทั่วไปบริษัทจะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่านโดยตรงจากท่าน เว้นแต่บางกรณีที่บริษัทอาจเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่านจากบุคคลอื่นที่แนะนำท่านให้บริษัท จากแหล่งข้อมูลสาธารณะ แหล่งข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจของท่าน หรือ แหล่งข้อมูลทางการค้า

    3.2
    ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ท่านจะได้รับการแจ้งถึงรายละเอียดต่างๆ ตามที่ระบุในนโยบาย ฉบับนี้ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะ ฐานทางกฎหมายในการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้วัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมาย หรือหากเป็นกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนดให้ต้องได้รับความยินยอมจากท่าน บริษัทจะขอความยินยอมโดยชัดแจ้งจากท่าน โดยจะประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเมื่อท่านได้ให้ความยินยอมแก่บริษัท

    3.3
    ท่านอาจเลือกที่จะไม่ให้บริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลบางประการที่บริษัทร้องขอ อย่างไรก็ดี การที่ท่านเลือกที่จะไม่ให้ข้อมูล ส่วนบุคคลบางประการดังกล่าว อาจเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการทำธุรกรรมระหว่างบริษัทกับท่าน หรือต่อการให้บริการของบริษัทต่อท่าน หรือต่อการตอบสนองต่อข้อร้องขออื่น ๆ ของท่านได้ เช่น บริษัทอาจไม่สามารถดำเนินการเพื่อเข้าทำสัญญากับท่านได้ หรือ บริษัทอาจไม่สามารถให้บริการต่างๆ เกี่ยวกับสัญญาที่บริษัททำกับท่านได้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

    3.4
    ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน หากบริษัทพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อมูลใดที่ไม่มีความจำเป็นในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผย บริษัทอาจดำเนินการลบ ทำลาย หรือดำเนินการด้วยวิธีการใดๆ เช่น การใช้ปากการะบายปิดทับลงบนข้อมูลศาสนาในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อมิให้ปรากฏข้อมูลดังกล่าวในการจัดเก็บ เป็นต้น


    4.
    วัตถุประสงค์และฐานทางกฎหมายในการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
    4.1 บริษัทประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน เพื่อวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ (รวมเรียกว่า “วัตถุประสงค์ที่กำหนด”):
    (1) เพื่อการเข้าทำสัญญากับท่าน นิติบุคคลที่ท่านดำเนินการแทน หรือเพื่อการปฏิบัติตามสิทธิหน้าที่ที่มีตามสัญญาที่บริษัทเข้าทำกับท่าน นิติบุคคลที่ท่านดำเนินการแทน
    (2) เพื่อการตรวจสอบและยืนยันตัวตนของท่าน และ/หรือนิติบุคคลที่ท่านดำเนินการแทน
    (3) เพื่อการตรวจสอบประวัติก่อนและระหว่างเข้าทำสัญญากับท่าน หรือนิติบุคคลที่ท่านดำเนินการแทน และอาจมีการตรวจสอบรายละเอียดดังกล่าวในระหว่างระยะเวลาตามสัญญาที่บริษัทเข้าทำกับท่าน หรือนิติบุคคลที่ท่านดำเนินการแทน
    (4) เพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย รวมถึงประกาศ ระเบียบ คำสั่งที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กฎหมายว่าด้วยภาษีอากร กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
    (5) เพื่อการจัดซื้อจัดจ้าง และซื้อสินค้าหรือบริการจากท่านหรือนิติบุคคลที่ท่านเป็นตัวแทน รวมถึงการบริหารจัดการการยื่นซองข้อเสนองาน การยื่นหลักประกันซองข้อเสนองาน การตรวจสอบข้อมูลและคุณสมบัติ และดำเนินการตามนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างของบริษัท และกระบวนการอื่นใดในลักษณะคล้ายคลึงกัน
    (6) เพื่อจัดทำและบริหารจัดการคำสั่งซื้อ ข้อตกลง หรือสัญญาระหว่างบริษัทกับท่านหรือนิติบุคคลที่ท่านเป็นตัวแทน ซึ่งรวมถึงการชำระเงินค่าสินค้า ค่าบริการ และค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้กับท่าน ตามคำสั่งซื้อ ข้อตกลง หรือสัญญาระหว่างบริษัทกับท่านด้วยวิธีการใดๆ
    (7) เพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัย การจัดการและการคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และความปลอดภัยพนักงานและบุคคลภายนอก รวมทั้งทรัพย์สินและข้อมูลต่าง ๆ
    (8) เพื่อการก่อตั้ง ใช้ โต้แย้ง หรือดำเนินการตามสิทธิเรียกร้องของบริษัท
    (9) เพื่อการติดต่อ และการดำเนินธุรกิจของบริษัทตลอดระยะเวลาที่บริษัทยังมีความสัมพันธ์กับท่าน หรือนิติบุคคลที่ท่านดำเนินการแทน
    (10) เพื่อการดำเนินการอื่นๆ ที่จำเป็น ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับวัตถุประสงค์ใดๆ ข้างต้น
    (11) เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ที่บริษัทแจ้งให้ท่านทราบ ณ เวลาที่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน


    4.2
    บริษัทดำเนินการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดข้างต้น ภายใต้ฐานทางกฎหมายใด ๆ ดังต่อไปนี้

    (1)
    เป็นการจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามสัญญาซึ่งท่านเป็นคู่สัญญาหรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของท่านก่อนเข้าทำสัญญานั้น

    (2)
    เป็นความจำเป็นของบริษัทในการปฏิบัติตามกฎหมาย

    (3)
    เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท หรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นนอกเหนือไปจากบริษัท

    (4)
    เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของบริษัท หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่บริษัท

    (5)
    เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล

    (6)
    เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของท่าน หรือ

    (7)
    ความยินยอมที่ท่านได้ให้ไว้กับบริษัท เมื่อไม่สามารถอาศัยข้อยกเว้นหรืออ้างอิงฐานทางกฎหมายตามกรณีที่ระบุข้างต้น


    4.3 เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทจะดำเนินการประมวลผลเพื่อวัตถุประสงค์ที่กำหนดตามข้างต้น ในส่วนที่มีความเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติตามกฎหมาย หรือมีความจำเป็นเพื่อเข้าทำสัญญากับท่าน (หรือนิติบุคคลที่ท่านดำเนินการแทน) เป็นข้อมูลที่จำเป็นต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว หากท่านไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวแก่บริษัท อาจมีผลกระทบทางกฎหมาย หรือบริษัทอาจจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ภายใต้สัญญาที่ได้เข้าทำกับท่านได้ ในกรณีดังกล่าว บริษัทอาจมีความจำเป็นต้องปฏิเสธการเข้าทำสัญญากับท่านได้

    4.4

    ในกรณีที่บริษัทจะใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่กำหนดซึ่งระบุไว้ข้างต้น บริษัทจะจัดให้มีนโยบายหรือประกาศเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มเติม เพื่ออธิบายการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในลักษณะดังกล่าว ท่านควรอ่านนโยบายหรือประกาศเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องร่วมกับนโยบายฉบับนี้


    5. การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
    5.1 บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ภายใต้วัตถุประสงค์ที่กำหนดและตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ให้แก่หน่วยงานและบุคคลดังต่อไปนี้

    (1) พนักงาน ลูกจ้าง หรือบุคลากรภายในเท่าที่เกี่ยวข้อง และตามจำเป็นเพื่อการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน

    (2) ผู้ให้คำปรึกษาของบริษัท ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ อาทิเช่น ทนายความ แพทย์ ผู้ตรวจสอบบัญชี หรือที่ปรึกษา หรือผู้เชี่ยวชาญ ภายในหรือภายนอกของบริษัท

    (3) หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลตามกฎหมาย หรือที่ร้องขอให้เปิดเผยข้อมูลโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย กรมการปกครอง กรมสรรพากร กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด ศาล เป็นต้น

    (4) องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย เช่น สมาคมประกันชีวิตไทย และสมาคมหรือสมาพันธ์อื่นๆ ในภาคธุรกิจประกันภัย เป็นต้น

    (5) หน่วยงานรัฐใดๆ ทางด้านภาษี กฎเกณฑ์ หรือผู้ซึ่งมีอำนาจเหนือบริษัท ตามที่กฎหมายกำหนด หรือตามที่มีการร้องขอให้เปิดเผยเพื่อผลประโยชน์ของบริษัทหรือเปิดเผยเพื่อประโยชน์สาธารณะ

    (6) คู่ค้าของบริษัทไม่ว่ารายใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท หรือการจัดให้มีการบริหารจัดการ การดำเนินการ การปฏิบัติตามขั้นตอน หรือการจัดการต่างๆ ให้แก่ท่าน

    (7) ผู้ประกอบธุรกิจประกันภัยอื่นๆ

    (8) หน่วยงานที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย คณะกรรมการต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย หน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานกำกับดูแลหน่วยงานที่มีหน้าที่ระงับข้อพิพาท หรือบุคคลอื่นใดในประเทศที่บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลให้ (1) ตามหน้าที่ตามกฎหมาย และ/หรือกฎระเบียบในประเทศไทยและต่างประเทศ หรือ (2) ตามข้อตกลง กับภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล หรือบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

    (9) ผู้เข้าทำธุรกรรม หรือจะเข้าทำธุรกรรมกับบริษัทโดยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านอาจเป็นส่วนหนึ่งของการซื้อหรือขาย หรือเป็นส่วนหนึ่งของการเสนอซื้อหรือเสนอขายของกิจการของบริษัท (หากมี)

    (10) บุคคลหรือหน่วยงานอื่นใดที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

    (11) บุคคลหรือหน่วยงานอื่นใดที่ท่านให้ความยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อบุคคลหรือหน่วยงานนั้น ๆ

    5.2

    การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้กับบุคคลอื่น บริษัทจะดำเนินการภายใต้วัตถุประสงค์ที่กำหนดข้างต้น หรือวัตถุประสงค์อื่นที่กฎหมายกำหนดให้กระทำได้เท่านั้น ในกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าต้องได้รับความยินยอมจากท่าน บริษัทจะขอความยินยอมจากท่านก่อน

    5.3
    ในกรณีที่บริษัทเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้กับบุคคลอื่น บริษัทจะจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้เปิดเผยและเพื่อปฏิบัติตามมาตรฐานและหน้าที่การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด

    5.4



    ในกรณีที่บริษัทส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปต่างประเทศ บริษัทจะดำเนินการเพื่อทำให้แน่ใจว่าประเทศปลายทาง องค์กรระหว่างประเทศ หรือผู้รับข้อมูลในต่างประเทศนั้นมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอ ในบางกรณี บริษัทอาจขอความยินยอมของท่านสำหรับการส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปยังต่างประเทศ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด


    6. ระยะเวลาเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล

    6.1 บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามระยะเวลาที่จำเป็นเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดในการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลนั้นๆ โดยระยะเวลาเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลจะเปลี่ยนแปลงไปโดยขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่กำหนดในการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลนั้นๆ นอกจากนี้ บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลเป็นระยะเวลาตามที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนด (ถ้ามี) โดยคำนึงถึงอายุความตามกฎหมายสำหรับการดำเนินคดีที่อาจเกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับเอกสารหรือข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมไว้ในแต่ละรายการ และโดยคำนึงถึงแนวปฏิบัติทางธุรกิจสำหรับแต่ละประเภทของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสำคัญ

    6.2 บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็นระยะเวลาตามความจำเป็นและเหมาะสมในการเก็บใช้ และเปิดเผยข้อมูลภายใต้วัตถุประสงค์ที่ระบุไว้หรือสูงสุดไม่เกิน [11] ปี นับแต่วันที่สิ้นสุดความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับบริษัท อย่างไรก็ดี บริษัทอาจเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็นระยะเวลาเกินกว่าที่กำหนดหากกฎหมายอนุญาต

    6.3 หลังจากระยะเวลาดังกล่าวข้างต้น บริษัทจะทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเช่นว่านั้นจากการจัดเก็บหรือระบบของบริษัท หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวท่านได้ โดยอาจไม่มีการแจ้งให้ท่านทราบล่วงหน้า


    7. ความมั่นคงปลอดภัยในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล

    บริษัทได้จัดให้มีระบบการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลและมาตรการรักษาความปลอดภัยเชิงเทคนิคและเชิงบริหารจัดการที่เหมาะสม เพื่อทำให้มั่นใจว่าระดับการรักษาความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดภายใต้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง


    8. การเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้

    บริษัทอาจทำการเปลี่ยนแปลงนโยบาย นี้เป็นครั้งคราว เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน และเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง บริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใดๆ ด้วยช่องทางที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม บริษัทแนะนำให้ท่านตรวจสอบทบทวนนโยบายนี้เป็นครั้งคราว


    นโยบายฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่ [วันที่ 1 มิถุนายน 2565]


    ***************************************************************

  • นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับบุคลากรของบริษัท

    นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับบุคลากรของบริษัท


    บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นอย่างมาก บริษัทจึงได้จัดทำนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (“นโยบาย”) นี้ขึ้นเพื่อชี้แจงรายละเอียดและวิธีการจัดการและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทได้รับมาจากท่าน รวมถึงวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผย และ/หรือ ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ตลอดจนระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวและสิทธิของท่านในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล


    บริษัทยึดมั่นในค่านิยมที่ว่า ความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่ท่านมีให้แก่บริษัท เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งสำหรับบริษัท ดังนั้นบริษัทจึงมุ่งมั่นที่จะจัดการให้มีการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านอย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมทั้งคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด


    1. นิยาม

    “บริษัท” หมายถึง บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)



    "บุคลากร" หมายถึง กรรมการ ลูกจ้าง พนักงานของบริษัท รวมทั้งผู้สมัครงาน



    “คู่ค้า” หมายถึง

    ผู้ให้บริการ หรือตัวแทนผู้ให้บริการ (รวมไปถึงผู้ให้บริการช่วง) ของบริษัท ซึ่ง ให้บริการเกี่ยวกับการจัดการต่างๆ การให้บริการประมวลผลข้อมูล บริการเกี่ยวกับ กระบวนการทางธุรกิจ บริษัทเกี่ยวกับการชำระเงิน บริการโทรคมนาคม บริการด้าน เทคโนโลยี บริการรับส่งพัสดุเอกสารต่างๆ หรือบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนิน ธุรกิจของบริษัท หรือจัดให้มีการบริหารจัดการ การดำเนินการ การปฏิบัติตามขั้นตอน หรือการจัดการต่างๆ




    “บุคคลากรที่พ้นสภาพ” หมายถึง บุคลากรที่พ้นสภาพหรือสิ้นสภาพจากการเป็นบุคลากรของบริษัทไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม



    “กฎหมายว่าด้วยการ
    คุ้มครองข้อมูลส่วน บุคคล”
    หมายถึง พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และกฎหมายลำดับรองที่ เกี่ยวข้อง และให้หมายความรวมถึงกฎหมายฉบับแก้ไขเพิ่มเติมใดๆ ในอนาคต



    “ข้อมูลส่วนบุคคล” หมายถึง ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล



    "การประมวลผลข้อมูล
    ส่วนบุคคล”
    หมายถึง

    การดำเนินการใดๆ กับข้อมูลส่วนบุคคลไม่ว่าด้วยวิธีการอัตโนมัติหรือไม่ก็ตาม เช่น การเก็บรวบรวม การบันทึก การจัดระบบ การจัดเก็บ การปรับเปลี่ยนหรือการดัดแปลง การเรียกคืน การวิเคราะห์ การใช้ การเปิดเผย (โดยการส่ง โอน การเผยแพร่หรือการ ทำให้สามารถเข้าถึงหรือพร้อมใช้งานโดยวิธีใด ๆ) การจัดเรียง การนำมารวมกันการห้าม เข้าถึงหรือจำกัด การลบหรือการทำลาย เป็นต้น


    2. ข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกเก็บรวบรวม

    2.1 ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทเก็บรวบรวมหรือจะเก็บรวบรวม ภายใต้นโยบายนี้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ท่านให้ไว้กับบริษัทโดยตรง หรือข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทได้รับมาจากแหล่งอื่น ประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคลดังต่อไปนี้

    (1) ข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อนามสกุล ชื่อเล่น วัน/เดือน/ปีเกิด อายุ เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง กรุ๊ปเลือด โรคประจำตัว ความพิการ รูปถ่าย หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน หมายเลขหนังสือเดินทาง (Passport) ลายมือชื่อ สัญชาติ ศาสนา สถานภาพสมรส และข้อมูลบุคคลในครอบครัว สถานที่เกิด เลขที่ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ และ/หรือรถจักรยานยนต์ วันหมดอายุใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ และ/หรือรถจักรยานยนต์ ประวัติการรับราชการทหาร ข้อมูลสุขภาพ ประวัติการรักษาพยาบาลรวมไปถึงคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ เป็นต้น

    (2) ข้อมูลการติดต่อ เช่น ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ที่อยู่เพื่อจัดส่งไปรษณีย์ หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล ข้อมูลการติดต่อทางโซเชียลมีเดีย ข้อมูลบุคคลที่ติดต่อในกรณีฉุกเฉิน เป็นต้น

    (3) ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษา การฝึกอบรม เช่น ประวัติการศึกษาและการฝึกอบรม หนังสือรับรองคุณวุฒิหรือใบแสดงผลการศึกษา ผลคะแนนหรือระดับคะแนน ระดับการศึกษา หนังสือรับรองและหนังสืออ้างอิงจากสถาบันการศึกษา ความสามารถทางภาษา ความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ ข้อมูลการอบรมและข้อมูลการทดสอบซึ่งจัดโดยบริษัทหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง วุฒิบัตรหรือประกาศนียบัตร เป็นต้น

    (4) ข้อมูลเกี่ยวกับการสมัครงาน เช่น ประวัติส่วนตัว ประวัติการทำงาน ข้อมูลการสัมภาษณ์งาน และหลักฐานหรือหนังสืออ้างอิงต่าง ๆ เป็นต้น

    (5) ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานและตำแหน่ง เช่น รายละเอียดสถานที่ทำงานของท่าน รายละเอียดหน่วยงานต้นสังกัด รหัสพนักงาน ตำแหน่ง หมายเลขติดต่อภายใน สังกัด สายการบังคับบัญชา เป็นต้น

    (6) ข้อมูลเกี่ยวกับการประเมินผลและประสิทธิภาพการทำงาน เช่น การประเมินผลการปฏิบัติงาน ความคิดเห็น ทัศนคติและพฤติกรรมในการทำงาน ผลงานและ/หรือรางวัลที่เคยได้รับ ประวัติการถูกร้องเรียน บันทึกการสอบสวน และโทษทางวินัย รวมถึงการตรวจสอบและการประเมินความเสี่ยง เป็นต้น

    (7) ข้อมูลเกี่ยวกับผลประโยชน์และค่าตอบแทน เช่น เงินเดือน ค่าตอบแทน โบนัส รายละเอียดเกี่ยวกับค่าบำเหน็จ สวัสดิการ ข้อมูลสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับสุขภาพ (รวมถึงสำหรับสมาชิกในครอบครัว) และ/หรือผลประโยชน์อื่นๆ ที่ท่านได้รับ เลขบัญชีธนาคาร กองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ข้อมูลทางภาษี ข้อมูลการหักลดหย่อนภาษี ข้อมูลของบุคคลภายนอกผู้ได้รับผลประโยชน์ เป็นต้น

    (8) ข้อมูลเกี่ยวกับสถิติทางทะเบียน เช่น วันและเวลาที่เข้าทำงาน วันลา วันหยุดพักผ่อนประจำปี จำนวนชั่วโมงที่ทำงาน จำนวนชั่วโมงที่ทำงานล่วงเวลา รายละเอียดการลารวมถึงสาเหตุการลา การบันทึกการใช้ระบบภายในต่าง ๆ เป็นต้น

    (9) ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการถูกดำเนินคดีความ เช่น ประวัติอาชญากรรม บันทึกเกี่ยวกับการดำเนินคดีไม่ว่าทางแพ่ง ทางอาญา ทางปกครอง หรือการดำเนินคดีอื่นๆ รวมไปถึงรายงานของตำรวจ และคำสั่งศาลที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

    (10) ข้อมูลอื่นๆ เช่น บันทึกภาพและเสียงผ่านกล้องวงจรปิด (CCTV) หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ บันทึกเสียงการสนทนา ข้อมูลการเข้าถึงและการใช้งานระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ของบริษัท เป็นต้น


    2.2 ในบางกรณี บริษัทอาจเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Personal Data) ของท่าน เช่น ประวัติอาชญากรรม เพื่อประกอบการตรวจสอบในการเข้าทำสัญญาว่าจ้างกับท่าน ข้อมูลสุขภาพเพื่อประเมินความสามารถในการทำงาน หรือข้อมูลชีวภาพเพื่อใช้ในการยืนยันตัวตนของท่าน เป็นต้น ทั้งนี้ บริษัทจะประมวลผลข้อมูลที่มีความอ่อนไหวเมื่อได้รับความยินยอมจากท่านก่อน หรือตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด


    2.3 ในกรณีที่บริษัทเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 มีผลใช้บังคับ (ก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 2565) บริษัทจะเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อไปตามวัตถุประสงค์เดิมที่บริษัทได้แจ้งไว้แก่ท่านหรือตามที่ตกลงกันในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลนั้น


    3. วิธีที่บริษัทเก็บรวบรวมและรับข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน

    3.1 บริษัทเก็บรวบรวมและรับข้อมูลส่วนบุคคลของท่านผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้

    (1)
    ข้อมูลส่วนบุคคลที่ท่านให้ไว้กับบริษัทโดยตรง: ท่านอาจให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บริษัทโดยตรง กรณีนี้เกิดขึ้นเมื่อท่านยื่นใบสมัครงานและเอกสารประกอบการสมัครงาน ติดต่อกับบริษัทเพื่อสอบถาม กรอกแบบฟอร์มต่าง ๆ โดยทางออนไลน์หรือโดยทางเอกสาร เข้าสัมภาษณ์งาน เข้าทำสัญญาจ้าง และยื่นเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับท่านให้แก่บริษัท เป็นต้น

    (2) ข้อมูลส่วนบุคคลที่บริษัทได้รับมาจากแหล่งอื่น:บริษัทอาจได้รับข้อมูลส่วนบุคคลของท่านมาจากบุคคลภายนอกเป็นครั้งคราว หรือเป็นกรณีที่ท่านได้ให้ข้อมูลของบุคคลภายนอกแก่บริษัทซึ่งท่านจะต้องรับรองและรับประกันว่าบุคคลภายนอกดังกล่าวได้ให้ความยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลแก่บริษัท ตลอดจนได้รับแจ้งให้ทราบถึงนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัทแล้ว เช่น บุคคลอ้างอิงของท่าน บุคคลที่สามารถติดต่อในกรณีฉุกเฉิน บริษัทนายหน้าจัดหางาน หน่วยงานของรัฐ สถานศึกษา ธนาคาร แหล่งข้อมูลสาธารณะ โซเชียลมีเดีย และแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจของท่าน เป็นต้น

    3.2
    ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ท่านจะได้รับการแจ้งถึงรายละเอียดต่างๆ ตามที่ระบุในนโยบายฉบับนี้ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะ ฐานทางกฎหมายในการเก็บรวบรวม ใช้ และ/หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้วัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมาย หรือหากเป็นกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนดให้ต้องได้รับความยินยอมจากท่าน บริษัทจะขอความยินยอมโดยชัดแจ้งจากท่าน โดยจะประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเมื่อท่านได้ให้ความยินยอมแก่บริษัท

    3.3

    ในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน หากบริษัทพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อมูลใดที่ไม่มีความจำเป็นในการเก็บรวบรวมใช้ และเปิดเผย บริษัทอาจดำเนินการลบ ทำลาย หรือดำเนินการด้วยวิธีการใดๆ เช่น การใช้ปากการะบายปิดทับลงบนข้อมูลศาสนาในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อมิให้ปรากฏข้อมูลดังกล่าวในการจัดเก็บ เป็นต้น



    4.
    วัตถุประสงค์และฐานทางกฎหมายในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล 
    4.1 บริษัทประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน เพื่อวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ (รวมเรียกว่า “วัตถุประสงค์ที่กำหนด”):
    (1) เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลของบริษัท
    (2) เพื่อการพิจารณาคุณสมบัติ การคัดเลือกเพื่อบรรจุแต่งตั้งหรือว่าจ้างเป็นพนักงาน บุคลากร หรือกรรมการ (แล้วแต่กรณี) ตลอดจนการปรับปรุงพัฒนาระบบการคัดเลือกผู้สมัคร หรือการพิจารณาอัตรากำลังคนของบริษัท
    (3) เพื่อการเข้าทำสัญญาแต่งตั้ง สัญญาจ้างแรงงาน สัญญาจ้างทำของ หรือสัญญาอื่นใดกับท่าน และ/หรือเพื่อการปฏิบัติตามสิทธิหน้าที่ที่มีตามสัญญาที่บริษัทเข้าทำกับท่าน
    (4) เพื่อบริหารจัดการการจ่ายเงินเดือน ค่าตอบแทนหรือสิทธิประโยชน์อื่นให้แก่ท่านตามสัญญาจ้างที่ทำกับท่าน รวมถึงการบริหารจัดการค่าตอบแทน โบนัส และการขึ้นเงินเดือน
    (5) เพื่อการจัดให้มีสวัสดิการต่างๆ แก่ท่าน เช่น ประกันสุขภาพ ค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น
    (6) เพื่อเก็บรักษาประวัติการเจ็บป่วยและการขาดงาน และตรวจสอบและจัดการกับการไม่ปฏิบัติตามนโยบายของบริษัท ระเบียบวินัย การร้องเรียนและการเลิกจ้าง
    (7) เพื่อการบริหารจัดการการฝึกอบรม และประเมินผลการทำงานของท่าน
    (8) เพื่อการปฏิบัติตามกฎหมาย รวมถึง ประกาศ ระเบียบ คำสั่งที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม กฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กฎหมายว่าด้วยภาษีอากร กฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กฎหมายว่าด้วยภาษีอากร กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
    (9) เพื่อการก่อตั้ง ใช้ โต้แย้ง หรือ ดำเนินการตามสิทธิเรียกร้องของบริษัท
    (10) เพื่อการติดต่อสื่อสารและบริหารจัดการความสัมพันธ์ของท่านกับบริษัท และเพื่อการบริหารจัดการอื่นอันอาจเป็นประโยชน์ต่อท่าน ซึ่งรวมถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ส่งข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เพื่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัย การจัดการและการคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และความปลอดภัยพนักงานและบุคคลภายนอก รวมทั้ง ทรัพย์สินและข้อมูลต่าง ๆ
    (11) เพื่อดำเนินการใดๆ ตามคำร้องขอของบุคลากรที่พ้นสภาพ เช่น การออกหนังสือรับรองประวัติการทำงาน
    (12) เพื่อการดำเนินการอื่นๆ ที่จำเป็น ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับวัตถุประสงค์ใดๆ ข้างต้น
    (13) เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ที่บริษัทแจ้งให้ท่านทราบ ณ เวลาที่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน


    4.2
    บริษัทดำเนินการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดข้างต้น ภายใต้ฐานทางกฎหมายใดๆ ดังต่อไปนี้

    (1)
    เป็นการจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามสัญญาซึ่งท่านเป็นคู่สัญญาหรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของท่านก่อนเข้าทำสัญญานั้น

    (2)
    เป็นความจำเป็นของบริษัทในการปฏิบัติตามกฎหมาย

    (3)
    เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของบริษัท หรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นนอกเหนือไปจากบริษัท

    (4)
    เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของบริษัท หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่บริษัท

    (5)
    เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคล

    (6)
    เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการปกป้องที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของท่าน หรือ

    (7)
    ความยินยอมที่ท่านได้ให้ไว้กับบริษัท เมื่อไม่สามารถอาศัยข้อยกเว้นหรืออ้างอิงฐานทางกฎหมายตามกรณีที่ระบุข้างต้น

    4.3 เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลของท่านที่บริษัทจะดำเนินการประมวลผลเพื่อวัตถุประสงค์ที่กำหนดตามข้างต้น ในส่วนที่มีความเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติตามกฎหมาย หรือมีความจำเป็นเพื่อเข้าทำสัญญากับท่าน เป็นข้อมูลที่จำเป็นต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว หากท่านไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวแก่บริษัท อาจมีผลกระทบทางกฎหมาย หรือบริษัทอาจจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ภายใต้สัญญาที่ได้เข้าทำกับท่านได้ ในกรณีดังกล่าว บริษัทอาจมีความจำเป็นต้องปฏิเสธการเข้าทำสัญญากับท่านได

    4.4

    ในกรณีที่บริษัทจะใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่กำหนดซึ่งระบุไว้ข้างต้น บริษัทจะจัดให้มีนโยบายหรือประกาศเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มเติม เพื่ออธิบายการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในลักษณะดังกล่าว ท่านควรอ่านนโยบายหรือประกาศเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องร่วมกับนโยบายฉบับนี้ 


    5. การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
    5.1 บริษัทอาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน ภายใต้วัตถุประสงค์ที่กำหนดและตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ให้แก่หน่วยงานและบุคคลดังต่อไปนี้

    (1)  หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลตามกฎหมาย หรือที่ร้องขอให้เปิดเผยข้อมูลโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย กรมการปกครอง กรมสรรพากร กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด ศาล เป็นต้น

    (2) องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย เช่น สมาคมประกันชีวิตไทย และสมาคมหรือสมาพันธ์อื่นๆ ในภาคธุรกิจประกันภัย เป็นต้น

    (3) ผู้ให้คำปรึกษาของบริษัท ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น ทนายความ แพทย์ ผู้ตรวจสอบบัญชี หรือที่ปรึกษา หรือผู้เชี่ยวชาญ ภายในหรือภายนอกของบริษัท เป็นต้น

    (4)  บุคลากรและคู่ค้าของบริษัทไม่ว่ารายใดก็ตาม ผู้ให้บริการ หรือตัวแทนผู้ให้บริการ (รวมไปถึงผู้ให้บริการช่วง) ของบริษัท ซึ่งให้บริการเกี่ยวกับการจัดการต่างๆ การให้บริการประมวลผลข้อมูล บริการเกี่ยวกับกระบวนการทางธุรกิจ บริการเกี่ยวกับการชำระเงิน บริการโทรคมนาคม บริการด้านเทคโนโลยี บริการคลาวด์ บริการจัดหาผู้รับจ้างปฏิบัติงาน บริการคอลเซ็นเตอร์ บริการจัดเก็บของการดำเนินการเกี่ยวกับเอกสาร บริการเก็บบันทึกข้อมูล บริการสแกนเอกสาร บริการรับส่งไปรษณีย์ บริการจัดพิมพ์ บริการส่งพัสดุหรือบริการรับส่งพัสดุโดยพนักงานรับส่งพัสดุ บริการวิเคราะห์ข้อมูล บริการทำการตลาด บริการทำการวิจัย บริการบริหารจัดการเหตุฉุกเฉิน บริการทางกฎหมาย หรือบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท หรือการจัดให้มีการบริหารจัดการ การดำเนินการ การปฏิบัติตามขั้นตอน หรือการจัดการต่างๆ ให้แก่ท่าน

    (5) ผู้สนใจ ลูกค้า ผู้ซื้อหรือผู้ใช้บริการหรือผลิตภัณฑ์ของบริษัท

    (6) บุคคลหรือหน่วยงานอื่นใดที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

    (7) บุคคลหรือหน่วยงานอื่นใดที่ท่านให้ความยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านต่อบุคคลหรือหน่วยงานนั้นๆ

    5.2 

    การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้กับบุคคลอื่น บริษัทจะดำเนินการภายใต้วัตถุประสงค์ที่กำหนดข้างต้น หรือวัตถุประสงค์อื่นที่กฎหมายกำหนดให้กระทำได้เท่านั้น ในกรณีที่กฎหมายกำหนดว่าต้องได้รับความยินยอมจากท่าน บริษัทจะขอความยินยอมจากท่านก่อน

    5.3 ในกรณีที่บริษัทเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของท่านให้กับบุคคลอื่น บริษัทจะจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้เปิดเผยและเพื่อปฏิบัติตามมาตรฐานและหน้าที่การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด

    5.4

    ในกรณีที่บริษัทส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปต่างประเทศ บริษัทจะดำเนินการเพื่อทำให้แน่ใจว่าประเทศปลายทาง องค์กรระหว่างประเทศ หรือผู้รับข้อมูลในต่างประเทศนั้นมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอ ในบางกรณี บริษัทอาจขอความยินยอมของท่านสำหรับการส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลของท่านไปยังต่างประเทศ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด


    6. ระยะเวลาเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล

    6.1 บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านตามระยะเวลาที่จำเป็นเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดในการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลนั้นๆ โดยระยะเวลาเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลจะเปลี่ยนแปลงไปโดยขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่กำหนดในการเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลนั้นๆ นอกจากนี้ บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลเป็นระยะเวลาตามที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนด (ถ้ามี) โดยคำนึงถึงอายุความตามกฎหมายสำหรับการดำเนินคดีที่อาจเกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับเอกสารหรือข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมไว้ในแต่ละรายการ และโดยคำนึงถึงแนวปฏิบัติทางธุรกิจสำหรับแต่ละประเภทของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสำคัญ

    6.2 บริษัทจะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็นระยะเวลาตามความจำเป็นและเหมาะสมในการเก็บใช้ และเปิดเผยข้อมูลภายใต้วัตถุประสงค์ที่ระบุไว้หรือสูงสุดไม่เกิน [11] ปี นับแต่วันที่สิ้นสุดความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับบริษัท อย่างไรก็ดี บริษัทอาจเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็นระยะเวลาเกินกว่าที่กำหนดหากกฎหมายอนุญาต หรือเป็นการเก็บรักษาข้อมูลบนฐานการประมวลผลอื่น

    6.3 หลังจากระยะเวลาดังกล่าวข้างต้น บริษัทจะทำลายข้อมูลส่วนบุคคลเช่นว่านั้นจากการจัดเก็บหรือระบบของบริษัท หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวท่านได้ โดยอาจไม่มีการแจ้งให้ท่านทราบล่วงหน้า


    7. ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ 

    บริษัทอาจเก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ เป็นครั้งคราว ในกรณีดังกล่าวนั้น บริษัทจะปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการขอความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้ใช้อำนาจปกครอง (ในกรณีของผู้เยาว์) การขอความยินยอมจากผู้อนุบาล (ในกรณีของคนไร้ความสามารถ) และ การขอความยินยอมจากผู้พิทักษ์ (ในกรณีของคนเสมือนไร้ความสามารถ) ตามที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนด


    8. ความมั่นคงปลอดภัยในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคล 

    บริษัทได้จัดให้มีระบบการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลและมาตรการรักษาความปลอดภัยเชิงเทคนิคและเชิงบริหารจัดการที่เหมาะสม เพื่อทำให้มั่นใจว่าระดับการรักษาความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดภายใต้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 


    9. การเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้ 

    บริษัทอาจทำการเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้เป็นครั้งคราว เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน และเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง บริษัทจะแจ้งให้ท่านทราบถึงการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใดๆ ด้วยช่องทางที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม บริษัทแนะนำให้ท่านตรวจสอบทบทวนนโยบายนี้เป็นครั้งคราว 


    นโยบายฉบับนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่ [1 มิถุนายน 2565]


    ***************************************************************

    31/5/2563, 20:30:18